'Solution-on-wheels' ต้นแบบสื่อนักแก้ปัญหาสังคม

'Solution-on-wheels' ต้นแบบสื่อนักแก้ปัญหาสังคม

"SOW"คือธุรกิจสื่อเพื่อสังคมแห่งประเทศฮ่องกงที่กล้าปฏิวัติตัวเองออกจากสื่อวิถีเก่าไม่ใช่แค่ผู้รายงานข่าวแต่ต้องชี้นำไปสู่การแก้ปัญหาสังคมได

“ในสังคมมีผู้คนมากมายที่เอาแต่บ่น แต่เรียกร้อง ทว่าว่าไม่มีใครเลยที่จะลุกมาพูดถึงแนวทางในการแก้ปัญหา สำหรับไอเดียของ Solution Journalism จึงเป็นการทำงานของสื่อที่มุ่งไปยังคำว่า “How” คือ เราจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไรด้วย”

นี่คือ คำพูดกระตุกใจคนทำสื่อ ของ “วินเซนต์ หว่อง” (Vincent Wong) ผู้ก่อตั้ง Solution-on-wheels (SOW) กิจการเพื่อสังคมสื่อวิทยุเคลื่อนที่ของฮ่องกง ที่ร่วมแบ่งปันใน เวทีเสวนา “จากแรงบันดาลใจ สู่ การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างยั่งยืน” ในงาน “เปิดบ้าน สกส.” (TSEO OPEN HOUSE) ซึ่งจัดโดย สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) ปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา

“วินเซนต์” เรียนมาทางด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เคยทำงานในหลายด้านๆ ทั้ง งานโฆษณา บริษัทล็อบบี้ยีสต์ นักจัดรายการวิทยุ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ชนิดมีพลเมืองฮ่องกงถึง 1 ใน 10 ที่เป็นแฟนรายการของเขา

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คิดผันตัวเองมาสู่โลกของ Social Enterprise (SE) คือการได้รับฟังเรื่องราวจากผู้ประกอบการทางสังคมหลายๆ คน บวกกับความรู้สึกสะกิดใจตนที่ว่า ชักจะพูดมากกว่าลงมือทำ เสียแล้ว

"รู้สึกว่าได้แต่พูดมากเกินไปแล้วแต่ไม่ได้ลงมือทำเสียที เลยบอกกับตัวเองว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องลงมือทำมากกว่าพูด”

นั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกตั้ง Solution-on-wheels ขึ้น ซึ่งให้ความหมายถึง การแก้ไขปัญหา และทางออก พร้อมกับสัญลักษณ์ตัวอักษรจีนในวงกลมสีมืด ที่สื่อถึงว่าในสังคมทุกวันนี้ช่างมืดมนและมีปัญหามากมาย แต่อย่างไรยังมีวงกลมสีขาวที่ขดเป็นก้นหอยอยู่ด้านบน บ่งบอกว่าทุกปัญหายังมีทางออกเสมอ ยังมีแสงสว่างอยู่ตลอดเวลา ถ้าเพียงแต่เรามองหาเท่านั้น

ที่เขาเลือกมาทำสื่อเพื่อสังคม เพราะมองเห็นปัญหาว่า กิจการสื่อสารมวลชนที่มีอยู่ในฮ่องกงเวลานี้ ยังมีจุดอ่อน อย่างสื่อของเอกชน ก็มักจะเลือกข้าง ไม่โจมตีรัฐบาล เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ ขณะสื่อของรัฐ ก็มักไม่ค่อยจะเกาะติดประเด็นปัญหาสังคมยาวๆ นั่นเองที่ทำให้มองว่ารูปแบบ “Social Enterprise” น่าจะเป็นทางออกให้กับสื่อสารมวลชนฮ่องกงได้

ไอเดียที่ต่างไปจากการทำงานแบบสื่อวิถีเก่า คือ นักข่าวอาจติดกับคำถามตามทฤษฎีแค่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร แต่การทำงานแบบ Solution journalism จะมุ่งไปสู่การตั้งคำถามที่ว่าเราจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไรด้วย

“การตั้งคำถามอาจจะง่าย แต่การหาคำตอบนั้นยากมาก เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ขณะที่ทุกคนในสังคมทุกวันนี้ มีแต่คำถาม ชี้แต่ปัญหา แต่ว่าไม่ได้มีใครพูดถึงคำตอบเลย ซึ่งการพูดถึงคำตอบ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรจะให้โอกาสประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตั้งคำถาม และนำไปสู่คำตอบนั้นด้วยกัน นี่คือไอเดีย ของ Solution journalism”

มีความคิดที่คมชัด ก็เริ่มลงมือทำ โดยใช้รถโมบายมาเป็นสตูดิโอจัดรายการเคลื่อนที่ พร้อมสอบถามความคิดเห็นถึงปัญหาสังคมจากคนทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเป็นทั้งผู้ฟังรายการทั่วไป และคนที่ได้พบเจอพวกเขาในพื้นที่ด้วย

“ผมจะจัดรายการวิทยุ ไปตามจุดต่างๆ ทั่วฮ่องกง ซึ่งฮ่องกงประชากรหนาแน่นมาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ก็จะมีคนให้ความสนใจ โดยบางคนอาจมาดูแล้วก็ไป แต่อย่างน้อยเขาจะเห็นเว็บไซต์ เห็นช่องทางในการรับฟังรายการของเรา”

แม้จะเป็นกิจการที่มีเป้าหมาย “เพื่อสังคม” แต่ SOW ก็ต้องมีช่องทางสร้างรายได้ เพื่อให้ยั่งยืนและอยู่รอด เขาบอกว่าทุกวันนี้ธุรกิจสื่ออยู่ได้ยากมาก เพราะการแข่งขันสูง ดังนั้นการจะพึ่งพาเพียงรายได้จากค่าโฆษณานั้น ไม่ได้ง่ายอีกต่อไปแล้ว ที่มาของการคิดโมเดลทำเงินใหม่ๆ อย่างให้บริการทำวิจัย เช่น ทำโฟกัสกรุ๊ปสำหรับข้อมูลด้านการตลาด เป็นต้น โดยใช้โอกาสที่ได้เข้าถึงผู้คนหมู่มาก แม้แต่ในพื้นที่เฉพาะเจาะจงและเข้าถึงยาก มาเป็นข้อได้เปรียบในการทำงาน

ขณะที่เทคโนโลยี 4G ทำให้สามารถทำเป็น Mobile broadcasting ถ่ายทอดสดสถานการณ์ในพื้นที่ไปยังผู้ฟังรายการทั่วฮ่องกงได้ อย่างนักแสดงตามท้องถนน รถเคลื่อนที่ของพวกเขาก็สามารถเข้าไปในพื้น แล้วใช้เทคโนโลยี 4G ถ่ายทอดสดออกไป ให้คนข้างนอกที่สนใจได้เห็นได้ทันที

ช่องทางสุดท้าย คือ ใช้พื้นฐานจากที่เคยเป็นนักโฆษณาเก่า มาให้บริการที่ปรึกษาในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง ให้กับเหล่าเอ็นจีโอ และ ผู้ประกอบการทางสังคม

“เอ็นจีโอที่ผมรู้จัก ส่วนใหญ่แล้วธรรมชาติเลย คือ รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่และทำได้ดี แต่ไม่เก่งที่จะบอกให้คนอื่นรับรู้ เนื่องจากผมทำงานด้านสื่อสารมวลชนและมีพื้นฐานด้านงานโฆษณามาก่อน จึงสามารถเป็นที่ปรึกษาในการทำประชาสัมพันธ์ให้พวกเขาได้ และใช้งบประมาณที่ไม่ได้สูงมากนัก ไม่เหมือนการโฆษณาในบริษัทเอกชนทั่วไป”

นอกจากธุรกิจสื่อเพื่อสังคม เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ธุรกิจ Co-working space พื้นที่การทำงานของคนอยากเปลี่ยนแปลงสังคมในฮ่องกง ในชื่อ The Good Lab โดยขอใช้พื้นที่ในอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ ประมาณ 2 พันตารางเมตร เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาใช้บริการ ทั้งส่วนทำงานที่ค่อนข้างเงียบสงบ กับส่วนเสียงดังได้ เพื่อใช้ประชุม พูดคุย โดยคิดค่าสมาชิกสำหรับผู้ที่เข้ามาใช้ประมาณ 1 พันบาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ต้องการใช้เป็นห้องทำงาน ทำกิจการ ก็คิดที่ประมาณ 6 พันบาทต่อเดือน ในพื้นทีเดียวกันยังเปิดร้านอาหาร The Good Kitchen ในรูปกิจการเพื่อสังคมด้วย

ต่อยอดไปถึง การไปจับมือกับโรงแรมชั้นนำต่างๆ เพื่อเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ห้อง business center ที่เคยปล่อยทิ้งร้างไม่เกิดประโยชน์ โดยลูกค้าของ The Good Lab รายใดที่ต้องการห้องประชุมสงบๆ ย่านใจกลางเมือง ก็สามารถมาใช้บริการตาม business center ในการดูแลของพวกเขาได้

วินเซนต์ บอกว่า หนึ่งคำถามที่เขาคิดว่าน่าสนใจสำหรับการทำธุรกิจ SE คือ เราต้องการให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าของเรา เพราะความเป็น SE หรือ เพียงแค่สินค้าทั่วๆ ไป ซึ่งหาก SE จะแข่งขันได้ ก็ต้องพยายามหาความแตกต่าง หา Niche Market ของตัวเองให้ได้ ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ หรือคิดว่าสิ่งที่คนอื่นทำอยู่แล้วนั้น ยังไม่ดีพอ เราน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าได้ ก็ให้เลือกทำทางนั้น คิดแบบนี้ก็เพื่อให้ SE สามารถแข่งขันกับธุรกิจทั่วไปได้นั่นเอง

“พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์” รองผู้อำนวยการมูลนิธิอโชก้า ประเทศไทย ร่วมสะท้อนมุมคิดถึงกิจการเพื่อสังคมของฮ่องกงที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ว่า เป็นการทำธุรกิจที่แตกต่าง แข่งขันได้จริง และคิดถึงการแก้ปัญหาสังคมก่อนเรื่องเงิน

“มันสำคัญมากที่จะต้องหาโซลูชั่นให้ได้ก่อนว่าคุณจะแก้ปัญหาสังคมด้วยโมเดลอะไร ก่อนคิดเรื่องเงิน เพราะว่าถ้าคิดหาเงินก่อน ก็จะติดอยู่กับการทำให้ธุรกิจอยู่รอด แล้วบางทีความอยู่รอดก็เอาสังคมไปไมได้ สุดท้ายก็จะได้แค่ธุรกิจ เคสของฮ่องกงแต่ละเคสใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี กว่าจะยืนได้ เพราะเขาเสียเวลา 3-4 ปีแรก ในการหาสินค้าและบริการที่แก้ปัญหาสังคม พอโมเดลนิ่งแล้ว ก็ค่อยมาคิดว่าใครจะจ่ายเงิน ซึ่งถ้าสินค้าหรือบริการดีจริงไม่มีวันที่คนจะไม่ยอมจ่าย”

เธอบอกว่าสิ่งที่กิจการเพื่อสังคมในไทยยังขาดก็คือ “ข้อมูล” และ “ความรู้” ซึ่งถ้าสามารถเติมเต็มได้ ก็เชื่อเราก็จะไปได้อีกไกล เช่นเดียวกับ ต้นแบบสื่อนักแก้ปัญหาสังคมจากฮ่องกง ที่ชื่อ “วินเซนต์ หว่อง” คนนี้