เลขาธิการครม.ประเมินเศรษฐกิจปี"57 ไม่สดใส หวัง"กู้2ล้านล้าน-ลงทุนน้ำ 3.5 แสนล้าน"พยุง
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญอีก 2 ตำแหน่ง คือ ประธานคณะกรรมการธนาคารประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจปีหน้ายังไม่สดใสนัก รวมถึง "ไขข้อข้องใจ" เกี่ยวกับตำแหน่งต่างๆ ในขณะนี้ อีกทั้งยังมี"ข่าวลือ"จะย้ายไปนั่งปลัดกระทรวงการคลัง มีรายละเอียดดังนี้...
นายอำพนกล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2557 ไม่สดใส เนื่องจากระบบเศรษฐกิจหลักของโลกอย่างสหรัฐฯ ยุโรป จีน และญี่ปุ่นยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน
ปัจจุบันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยุโรปยังเป็นไปได้ยากเพราะไม่มีนวัตกรรมหรือสินค้าผลผลิตใหม่ๆ ขณะที่การปรับลดสวัสดิการของประเทศยุโรปใต้ก็ยังไม่มีความจริงจัง มีแต่การขอความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มขึ้น ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐฯยังพึ่งพาการบริโภคเป็นหลักซึ่งเมื่อยังมีปัญหาการว่างงานก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
ขณะที่เศรษฐกิจของจีนเองอยู่ระหว่างแก้ปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย ซึ่งเกิดจากการเติบโตของการลงทุนในจีนที่รวดเร็วเกินไป ซึ่งรัฐบาลจีนใช้วิธีการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจภายใน ด้วยการลดสินเชื่อ และตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจีนกำลังอยู่ในระหว่างการยอมแลกเปลี่ยนระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงแต่จะได้การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ส่วนในญี่ปุ่นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็ใช้ได้ดีในระยะสั้นเท่านั้น
สำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปีเหมือนจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีเนื่องจากมีปัจจัยเรื่องการพบเชลล์แก๊ส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดยุคโชติช่วงชัชวาลได้ ซึ่งจะช่วยให้ภาคการผลิตที่แท้จริงเดินหน้าได้ รวมทั้งช่วยการส่งออกดีขึ้นตามมา
แต่การค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ยังไม่มีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะยังคงต้องพึ่งพาการบริโภคเป็นหลัก เมื่อการจ้างงานไม่เพิ่มขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในและเกิดเป็นปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ
"ปัจจุบันตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯไม่ขยับเพิ่มขึ้น ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) กับ ธนาคารโลก (World Bank) ก็ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจมาถึง 3 ครั้ง ส่วนเรื่องการหยุดดำเนินการหน่วยงานภาครัฐ (government shutdown) ไม่ใช่ปัญหาที่น่าวิตกมากนักเพราะในอดีตก็มีปัญหาลักษณี้แล้วสามารถแก้ปัญหาได้ และหากมีการตัดลดงบประมาณก็อาจเป็นหน่วยงาน เช่น ทหาร ก็ไม่กระทบกับเศรษฐกิจไทย แต่การจ้างงานในระดับต่ำเป็นเรื่องน่ากังวลกว่า เพราะข้อมูลต่างๆบอกว่าสิ่งที่ดีขึ้นของสหรัฐฯมีเพียงภาคการบริโภค ส่วนภาคการผลิตที่แท้จริงยังอ่อนแอ"
สำหรับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี ขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวหรือไม่ หากพิจารณาจากข้อมูลการจ้างงาน ขณะนี้สหรัฐไม่มีทางเลือกยังคงต้องแก้ปัญหาโดยการคงคิวอีเอาไว้
หากมีการคงมาตรการคิวอี เท่ากับว่ามีเงินเข้ามาในระบบมากขึ้น เงินก็จะไหลเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์พวกทองคำและน้ำมัน รวมทั้งเงินทุนจะไปในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ
ดังนั้น โอกาสที่เงินจะไหลกลับเข้ามาในประเทศไทยก็มี แต่ไม่ใช่เพราะผลตอบแทนดีที่สุด แต่เป็นเพราะประเทศไทยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือเป็น “Safe Haven” ของนักลงทุน เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีความขัดแย้งทางด้านการเมือง หรือความขัดแย้งระหว่างประธานกับผู้ว่าแบงก์ชาติ ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบอะไรเลย
"ในทางการเมือง ประเทศไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจ"
เศรษฐกิจพึ่งพาส่งออก ซึ่งหากส่งออกจะฟื้นตัวต้องมองไปที่จีนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แต่เศรษฐกิจของจีนก็ต้องอาศัยการฟื้นตัวของสหรัฐเช่นกัน นั่งหมายความว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว การส่งออกของจีนก็จะเพิ่มขึ้นและสินค้าในเอเชียรวมถึงไทยก็จะส่งออกสินค้าได้มากขึ้นตาม
ฃเศรษฐกิจไทยยังขึ้นกับปัจจัยภายนอกเป็นหลัก แต่สิ่งจะชดเชยได้คือการลงทุนภายใน
นายอำพนมองว่า หากไทยไม่มีปัญหาทางการเมือง และเดินหน้าพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท รวมถึงการลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้ และนักลงทุนจะเริ่มลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงกับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 เช่น การท่องเที่ยว
"การลงทุนทั้งสองส่วนเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 และในปีต่อๆไป แต่หากโครงการไม่เดินหน้า ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนจะไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า บางประเทศก็เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีนโดยตรง"
เตรียมไขก๊อก กนง. ปฏิเสธนั่งปลัดคลัง
การดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พร้อมกับนั่งประธานคณะกรรมการธนาคารประเทศไทย (ธปท.) และ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทำให้เกิดข้อสงสัยไม่น้อยถึงความเป็นอิสระของ ธปท. รวมทั้งเกิดคำถามกับการนั่งทั้งฝ่ายบริหารและนโยบายไปพร้อมกัน
นายอำพน บอกว่า เป็นประเด็นที่ตระหนักอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมาย แต่เรื่องนี้ต้องใช้จริยธรรมในการตัดสินใจ
"กนง. มี 7 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน จึงจะครบองค์ประชุมและเปิดการประชุมได้ การลาออกของคณะกรรมการ 1 คน ก็จะทำให้คณะกรรมการไม่สามารถประชุมได้ คณะกรรมการคนอื่นๆ มองอยู่แล้วว่าการดำรงตำแหน่ง กนง. ของผม ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผมชี้ว่ามันมิควร ดูไม่เหมาะสมเพราะเป็นประธาน แล้วไปนั่งในกรรมการนโยบาย ถึงจะเป็นกรรมการอิสระก็ตาม ความอิสระอาจจะถูกตั้งคำถามได้"
การประชุมคณะกรรมการ ธปท. ครั้งล่าสุด ได้มีการสอบถามถึงขั้นตอนการเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะมาเป็นคณะกรรมการ กนง. แทน แต่ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ยังไม่มีความพร้อมในการเสนอชื่อคนใหม่ ซึ่งก็ได้สั่งให้มีการดำเนินการสรรหาตามระเบียบที่บอร์ด ธปท. จะเป็นผู้คัดเลือก
"ถ้าผมลาออกขณะที่ยังมีปัจจัยที่มีความผันผวนอยู่ภายนอกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคิวอีสหรัฐจะทำต่อไปหรือไม่ เงินทุนจะไหลเข้ามาหรือเปล่า หากเกิดมีปัญหา กนง.ต้องประชุมด่วน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าผมลาออกไปแล้วการประชุม กนง. เกิดขึ้นไม่ได้ ถามว่าใครเสียหาย"นายอำพน กล่าว
นายอำพน กล่าวว่า การประชุม กนง. ในวันที่ 16 ต.ค. นี้ อยู่ระหว่างการใช้ดุลยพินิจพิจารณาว่าจะเข้าประชุมหรือไม่
"ในวันที่ 16 ผมอาจจะลาประชุมก็ได้เพื่อความเหมาะสม เพราะว่าการลาประชุมเท่ากับยังครบองค์ประชุมอยู่ การประชุมยังดำเนินต่อไปได้"
ข่าวการย้ายไปนั่งปลัดกระทรวงทุกครั้งที่ถึงฤดูโยกย้าย เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่มีข่าวจะไปนั่งปลัดกระทรวงการคลัง นายอำพน ปฏิเสธว่าไม่มีการทาบทาม และบอกว่า "วันนี้ยังไม่มีใครถาม และยังไม่มีการทาบทาม มีแต่การโยนหินถามทาง"
ส่วนสาเหตุนั้น นายอำพน มองว่า เนื่องจากดำรงตำแหน่งในระดับ 11 มาเป็นระยะเวลานานถึง 9 ปี และผ่านตำแหน่งที่สำคัญ เช่น เลขาธิการ ครม. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะไปเป็นปลัดกระทรวงได้ทุกกระทรวง จุดนี้จึงเป็นตรรกะที่ทำให้มีข่าวมาตลอด
นายอำพน กล่าวว่า ในอดีตเคยถูกทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายที่ปรากฏในหน้าสื่อ ก็คือ ตอนที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ทาบทามให้ไปเป็นปลัดกระทรวงการคลัง แต่ตนอยากไปเป็นปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ขอให้มาเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี









