เงินบาททรงตัวในกรอบแคบ ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นท่ามกลางการปิดหน่วยงานราชการของสหรัฐฯ
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยสภาพคล่องทยอยไหลกลับสู่ระบบธนาคาร ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.40% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 2.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 7-11 ต.ค.2556 จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน น่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 2.50%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.53% ในวันศุกร์ ลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.55% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์ โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคาร จากการที่นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับวิกฤติการคลังสหรัฐฯ จากนั้น อัตราผลตอบแทนปรับลดลงจากแรงซื้อของกองทุนในประเทศ อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.60% ในวันพฤหัสบดี ปรับลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.62% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ จากความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันทางการคลัง ก่อนที่จะปรับพุ่งขึ้นในวันอังคาร จากข้อมุลภาคการผลิตที่ออกมาดี จากนั้น อัตราผลตอบแทนปรับลดลงต่อในช่วงปลายสัปดาห์ หลังข้อมุลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาค่อนข้างอ่อนแอ ท่ามกลางความกังวลว่าปัญหาการเมืองอาจจะกระทบต่อการขยายเพดานหนี้สาธารณะ
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด เนื่องจากยังคงรอปัจจัยใหม่ๆ มากระตุ้น โดยแม้เงินดอลลาร์ฯ จะเผชิญแรงกดดันในระหว่างสัปดาห์จากความกังวลต่อภาวะหยุดชะงักด้านงบประมาณ และเส้นตายที่กำลังจะมาถึงสำหรับการปรับเพิ่มเพดานหนี้ รวมถึงสัญญาณอ่อนแอของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (อาทิ ดัชนี ISM ภาคบริการและการจ้างงานภาคเอกชนเดือนก.ย. และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์) แต่เงินบาทก็ต้องลดช่วงบวกกลับมาเป็นระยะ จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน และแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ของกลุ่มผู้นำเข้า
ในวันศุกร์ (4 ต.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.29 เทียบกับระดับ 31.29 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 ก.ย.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (7-11 ต.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาความคืบหน้าในการเร่งหาข้อสรุปของการปิดหน่วยงานราชการและการปรับเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐฯ รวมถึงกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาบันทึกการประชุม FOMC เดือนก.ย. ของเฟด และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนต.ค. รวมถึงรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย. ของจีนในระหว่างสัปดาห์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจมีการประกาศหากหน่วยงานราชการสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้ง ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.ย. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนส.ค. ตัวเลขสต็อกสินค้าภาคค้าส่งและภาคธุรกิจเดือนก.ค.
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน ก่อนลดช่วงบวกลงบางส่วนปลายสัปดาห์ โดยเงินยูโรปรับตัวในกรอบแคบๆ ต้นสัปดาห์ ท่ามกลางความวิตกต่อสถานการณ์การเมืองในอิตาลี (หลังรัฐมนตรี 5 คน ซึ่งสังกัดพรรคเสรีประชาชนของนายซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ลาออกจากรัฐบาลผสม) ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ก็มีปัจจัยบวกจากดัชนี ISM ภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นมากเกินคาดในเดือนก.ย. อย่างไรก็ดี เงินยูโรทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงต่อมา ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ถูกกดดันจากความกังวลต่อการปิดหน่วยงานราชการ และข้อสรุปที่จะต้องให้ทันเส้นตายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ในวันที่ 17 ต.ค.นี้ นอกจากนี้ เงินยูโรยังแข็งค่าขึ้นหลังธนาคารกลางยุโรปมีมติคงจุดยืนของนโยบายการเงินไว้ตามเดิม ขณะที่ ทิศทางการเมืองของอิตาลีที่กลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง ก็เป็นปัจจัยหนุนเงินยูโร ก่อนที่จะกลับมาลดช่วงบวกลงบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์
เงินเยนแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อข้อสรุปสำหรับเส้นตายถัดไปในเรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ในวันที่ 17 ต.ค. ที่จะถึงนี้
ในวันศุกร์ (4 ต.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3596 เทียบกับ 1.3521 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 ก.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 97.22 เทียบกับ 98.24 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น หลังการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อาจส่งผลให้เฟดเลื่อนการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ออกไป ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,427.72 จุด เพิ่มขึ้น 0.72% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 15.43% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 33,851.76 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 368.71 จุด เพิ่มขึ้น 2.49% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงในวันจันทร์ โดยมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาเรื่องร่าง พรบ. งบประมาณของสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์ โดยนักลงทุนมองว่าการที่หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ปิดตัวลงบางส่วน อาจส่งผลให้เฟดเลื่อนการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ออกไป อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงอีกครั้งในวันศุกร์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาร่าง พรบ. งบประมาณสหรัฐฯและเพดานหนี้สาธารณะที่อาจยืดเยื้อ
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 7-11 ต.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงผันผวน โดยต้องจับตาการเจรจางบประมาณและการขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ บันทึกการประชุมเฟด ยอดค้าปลีก และความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Mich. Consumer Sentiment)ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,380 และ 1,300 ขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,436 และ 1,442 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับลดลง จากภาวะชะงักงันทางการคลังและการขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 14,996.48 จุด ลดลง 1.72% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาเรื่องร่าง พรบ. งบประมาณปี 2014 ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคาร จากหลังข้อมูลภาคการผลิตสหรัฐฯ ออกมาดี จากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับร่วงลงในช่วงปลายสัปดาห์ จากภาวะชะงักงันด้านงบประมาณที่ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางบางส่วนต้องปิดตัวลง รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการปรับเพิ่มเพดานการกู้ยืมของรัฐบาสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับวิกฤติการคลังของสหรัฐฯ โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,024.31 จุด ลดลง 4.98% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงในวันจันทร์ จากความกังวลเกี่ยวกับการปิดทำการของหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันอังคาร จากมุมมองเชิงบวกต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จากนั้น ตลาดหุ้นปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังสหรัฐฯ ยังคงไม่สามารถหาข้อยุติเกี่ยวกับร่าง พรบ. งบประมาณ และการขยายเพดานหนี้สาธารณะ








