สศค.แนะรัฐปรับโครงสร้างภาษี โดยคำนวณบนฐานการบริโภคและความมั่งคั่ง ผ่านการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สร้างฐานรายได้รองรับสังคมวัยชรา
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภายหลังร่วมสัมนาวิชาการ "10th Annual Asia-Pacific Tax Forum" วานนี้(2 ต.ค.) ว่า กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมนาดังกล่าวระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค.นี้ ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีจำนวน 150 คนจาก 23 ประเทศเข้าร่วม โดยวาระการหารือคือการปฎิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อรองรับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน(AEC) ปี 2558
ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่เออีซีโครงสร้างภาษีนำเข้าสินค้าจะเป็นศูนย์เกือบทั้งหมด เมื่ออัตราภาษีในแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างกัน จะเกิดการลักลอบการนำเข้าสินค้าสูงขึ้น ที่ประชุมจึงหารือถึงแนวทางป้องกัน โดยเห็นตรงกันว่าอัตราภาษีสรรพสามิตในแต่ละประเทศควรอยู่ในระดับที่สอดคล้องกัน เพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า
"ภาษีสรรพสามิตของไทยในช่วงที่ผ่านมาเริ่มปรับตัวรองรับแล้ว เช่น ภาษีสุรา ซึ่งจัดเก็บทั้งมูลค่าและปริมาณ ส่วนรถยนต์จะจัดเก็บบนการปล่อยก๊าซคาร์บอนสอดคล้องกับหลักการจัดเก็บภาษีของในหลายประเทศแล้ว แต่ยังมีสินค้าบางรายการที่ต้องปรับ คือ ภาษีบุหรี่ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือ"
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงโครงสร้างภาษีที่รองรับการเข้าสู่สังคมวัยชราของแต่ละประเทศ โดยเห็นว่าโครงสร้างภาษีที่คิดบนฐานการบริโภคและบนความมั่งคั่ง จะเป็นภาษีตัวหลักที่จะทำให้ภาครัฐมีรายได้รองรับสังคมวัยชรา แต่การปรับฐานภาษีดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นภาษีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง และในส่วนของไทยหากจะปรับฐานภาษีบนฐานการบริโภคและความมั่งคั่งเพื่อรองรับประเด็นดังกล่าว ควรจะเริ่มดำเนินการภายใน 5 ปีนับจากนี้
"ต่อไปภาษีบนฐานรายได้ของเงินเดือนจะแคบลง เพราะสังคมไทยเริ่มเข้าสู่วัยชรามากขึ้น ขณะที่เรากำลังปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ปรับลดลงแล้ว ซึ่งเราต้องเริ่มปรับฐานภาษีที่จะเก็บบนฐานการบริโภคแทนรายได้บนฐานเงินเดือน"
ส่วนการปรับฐานภาษีบนฐานการบริโภคและความมั่งคั่ง จะกระทบต่อฐานการออมของประเทศหรือไม่อย่างไรนั้น ยังเป็นประเด็นที่ต้องหารือในรายละเอียดต่อไป โดยการเก็บภาษีบนฐานความมั่งคั่งจะดำเนินการผ่านการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยปัจจุบันสศค.ได้เสนอให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว แต่นายกิตติรัตน์มีข้อสังเกตให้พิจารณาเพิ่มเติม โดยขอให้เก็บภาษีจากที่ดินรกร้างว่างเปล่าก่อนเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีรายได้น้อย






