วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนร่วมทริปนายกฯ หวังเปิดโอกาสธุรกิจ

เอกชนร่วมคณะนายกฯเยือนต่างประเทศ 18 ครั้ง 26 ประเทศ หวังเปิดโอกาสธุรกิจในระยะยาว

หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 คลี่คลายลงแล้ว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในเดือนมี.ค. 2555 ได้เชิญภาคเอกชนร่วมคณะไปด้วย เพื่อร่วมชี้แจงแผนการบริหารจัดการน้ำหลังจากที่บริษัทญี่ปุ่นในไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจำนวนมาก

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้สรุปผลการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนมี.ค. 2555 ถึงเดือนก.ค. ปีนี้ ภาคเอกชนร่วมคณะเดินทางไปเยือนต่างประเทศรวมแล้ว 18 ครั้ง ใน 26 ประเทศ แต่ละครั้งเชิญภาคเอกชนเข้าคณะมากน้อยแตกต่างกันไป โดยรัฐบาลเชิญทั้งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจ สมาคมการค้าและบริษัทเอกชนร่วมคณะไปด้วย

กระทรวงการต่างประเทศ จะเชิญผู้ประกอบการที่มีโอกาสทำการค้าหรือลงทุนกับประเทศที่นายกรัฐมนตรีไปเยือน โดยการเยือนญี่ปุ่น ได้เชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ปิโตรเคมีและค้าปลีก ในขณะที่การเยือนเกาหลีใต้ เชิญผู้ประกอบการบริหารจัดการน้ำ ธุรกิจบันเทิง ท่องเที่ยว การแพทย์และศัลยกรรม การเยือนกาตาร์และบาห์เรนเชิญผู้ประกอบการพลังงานและก่อสร้าง

ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2555 เริ่มเชิญภาคเอกชนร่วมคณะระหว่างนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศด้วย โดยในเดือนก.ย.ปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ครั้งที่ 66 ที่สหรัฐอเมริกา ในเดือนก.ย. 2555 ได้เชิญผู้ประกอบการการเงิน การธนาคาร ตลาดทุน เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ อาหารและพลังงานร่วมคณะ ต่อมาเดือนต.ค.ปีที่แล้วร่วมประชุมสุดยอดความร่วมมือเอเชียที่คูเวต เชิญผู้ประกอบการพลังงาน อาหาร การแพทย์และก่อสร้างไปด้วย

เดือนธ.ค.ปีที่แล้ว นายกฯ เยือนเขตเศรษฐกิจทวาย ประเทศพม่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลไทยและพม่ามีแผนการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมร่วมกัน โดยกระทรวงการต่างประเทศและบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เชิญผู้ประกอบการ 27 ราย ในธุรกิจก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานไปด้วย

ในการพาภาคเอกชนร่วมคณะไปด้วย มีญี่ปุ่นประเทศเดียวที่เยือน 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมนานาชาติ The Future of Asia ส่วนการเยือนจีนเมื่อเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว ถือเป็นคณะที่เชิญเอกชนร่วมไปด้วยมากที่สุด 109 ราย มากกว่าการเยือนประเทศอื่นมีเอกชนร่วมคณะ 27-70 ราย

การเยือนแต่ละครั้งภาคเอกชนจะได้เจรจาและตกลงธุรกิจ โดยบริษัทกันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมผลิตสารคดีกับผู้ผลิตสื่อบันเทิงของเกาหลีใต้ บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ซื้อธุรกิจไร่อ้อย Malborough Plantation เพื่อขยายฐานการผลิตน้ำตาลในออสเตรเลีย

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราได้รับข้อเสนอโครงการพัฒนาธุรกิจโรงแรม 5 ดาวที่กรุงลอนดอนจาก Property Investment Advisor บริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัทภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมของมองโกเลีย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หารือขายน้ำมันแปรรูปให้ศรีลังกาได้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้หารือกับรัฐบาลบังกลาเทศเรื่องการลงทุนก่อสร้างทางยกระดับเชื่อมสนามบินกับพื้นที่ชั้นในของกรุงธากา

นอกจากนี้ กกร.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับองค์กรเอกชนหลายประเทศเพื่อเพิ่มความร่วมมือสนับสนุนการค้าและการลงทุนร่วมกัน เช่น สภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งมองโกเลีย

หอการค้าโปแลนด์ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งพอร์ตมอร์สบี (ปาปัวนิวกินี) รวมทั้งสมาพันธ์อัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่าแห่งประเทศไทย ลงนามกับ Kuwait International Fair Company เพื่อแลกเปลี่ยนคูหาประชาสัมพันธ์อัญมณีเครื่องประดับในงานแสดงสินค้าบางกอกเจมส์ที่กรุงเทพฯ และงาน Kuwait International Gold and Jewelry Exhibition ที่คูเวตซิตี้

ส.อ.ท. : โอกาสทางการค้า-การลงทุนเพิ่ม

พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. มองว่า การที่นายกรัฐมนตรีภาคเอกชนร่วมคณะไปด้วย ทำให้ภาคเอกชนมีโอกาสทางการค้าและการลงทุนมากขึ้น เพราะเมื่อรัฐบาลเป็นด่านหน้าไป จะทำให้เอกชนไทยเข้าถึงหน่วยงานรัฐและเอกชนของต่างประเทศได้มากขึ้น และบริษัทต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยก็จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ซึ่งหลายครั้งที่ กกร.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับองค์กรเอกชนต่างประเทศเพื่อร่วมกันเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูล การจับคู่ธุรกิจ โดยล่าสุดวันที่ 8-15 ก.ย. ที่ผ่านมาได้ กกร.ได้ลงนามกับสภาหอการค้ามอนเตเนโกร หอการค้าสวิส-เอเชีย และสภาอุตสาหกรรมอิตาลี

ที่ผ่านมาภาคเอกชนที่ร่วมคณะจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจริงแต่ก็ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว โดยเฉพาะ กกร.ที่เป็นองค์กรตัวแทนธุรกิจของไทยจะได้มีความสัมพันธ์กับองค์กรธุรกิจต่างประเทศ ส่วนบริษัทที่ร่วมคณะไปก็จะเห็นลู่ทางที่จะส่งสินค้าไปขายหรือเข้าไปลงทุน และเท่าที่หารือกับเอกชนที่ร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีก็จะเห็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ ซึ่งจะดีกว่าที่บริษัทต่างๆ จะเดินทางไปหาโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศเอง

หอการค้า : "จุดเริ่มต้น-เห็นผลในระยะยาว"

อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนที่ภาคเอกชนจะร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศจะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูลและประเด็นที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีไปเจรจากับผู้นำประเทศที่จะไปเยือน ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรียกประเด็นขึ้นไปหารือก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาอุปสรรคการค้าและการลงทุน โดยระดับหน่วยงานและภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ ก็จะได้หารือรายละเอียดกันต่อ

นอกจากนี้ ภาคเอกชนก็จะหารือกับกระทรวงการต่างประเทศว่ามีธุรกิจอะไรที่มีโอกาสในประเทศที่นายกรัฐมนตรีจะไปเยือน ซึ่งเมื่อกำหนดได้แล้วก็จะเชิญผู้ประกอบการในแต่ละธุรกิจไปทำให้เชิญภาคเอกชนได้ตรงเป้าหมาย รวมทั้งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับองค์กรเอกชนต่างประเทศก็ได้ทำงานต่อร่วมกัน เช่น แลกเปลี่ยนการเยือนของ กกร.กับหอการค้าปากีสถานทุกปี

ทั้งนี้ การเดินทางไปเยือนต่างประเทศอาจจะไม่เห็นผลในทันทีแต่ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหา การเจรจาอุปสรรคและการหาโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ผู้ประกอบการไทยยังเข้าไปไม่มาก เช่น ทวีปแอฟริกา

ขณะนี้ภาคเอกชนกำลังหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเตรียมการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนต่างประเทศช่วงสุดท้ายของปี 2556 ซึ่งนายกรัฐมนตรีว่าแผนเยือนเอธิโอเปีย รัสเซีย และ ญี่ปุ่น โดยภาคเอกชนก็จะดูว่ามีประเด็นใดที่ต้องการเสนอให้นายกรัฐมนตรียกไปหารือกับทั้ง 3 ประเทศ