เอกชน 33 ราย 24 กลุ่มซื้อซองชิง "ทีวีดิจิทัล" คาดราคาเคาะประมูลขยับ "เท่าตัว" ทะลุ 3 หมื่นล้าน จากราคาตั้งต้น 1.5 หมื่นล้าน
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สรุปจำนวนผู้สนใจซื้อซองประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) รวม 33 บริษัท จำนวน 49 ซอง จากจำนวนช่องทีวีดิจิทัล ที่เปิดประมูลรวม 24 ช่อง ประกอบด้วยช่องเอชดี 7 ช่อง ,วาไรตี้ (SD) 7ช่อง ,ข่าว 7 ช่อง และเด็ก 7 ช่อง โดยจะเปิดให้ผู้ซื้อซองยื่นซองประมูลในวันที่ 28-29 ต.ค.นี้
จากจำนวนผู้สนใจซื้อซอง 33 บริษัท แบ่งเป็น 24 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มซื้อ 4 ซอง 2 ราย ,กลุ่มซื้อ 3 ซอง 5 ราย ,กลุ่มซื้อ 2 ซอง 9 ราย และกลุ่ม 1 ซอง 8 ราย
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นบีซี เปิดเผยว่าจากจำนวนผู้ซื้อซองประมูลทีวีดิจิทัลรวม 49 ซอง ประเมินเบื้องต้นน่าจะมีผู้ยื่นซองประมูลรวม 35-38 ช่อง เนื่องจากมีผู้ซอง 3-4 ซอง ที่ซื้อซองช่องข่าวและเอชดีพร้อมกัน เนื่องจาก กสทช. มีเงื่อนไข"ห้าม"ประมูลช่องข่าวและเอชดีคู่กัน โดยกลุ่มที่ซื้อซองทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว เพื่อ กสทช. ประกาศราคาค่าโครงข่าย (mux) ว่าจะเรียกเก็บในอัตราใด ก่อนที่จะตัดสินใจยื่นซองประมูลระหว่างช่องเอชดี หรือข่าว
อย่างไรก็ตามจากการประเมินว่ากลุ่มทุนใหญ่ อย่างฟรีทีวีรายเดิม ,โทรคมนาคม และคอนเทนท์โปรวายเดอร์ เช่น จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ไทยรัฐ เชื่อว่าตั้งใจประมูลช่องเอชดีเป็นหลัก ซึ่งจำนวนผู้สนใจมีจำนวนใกล้เคียงกับใบอนุญาตที่จะประมูลคือ 7 ช่อง ดังนั้นการแข่งขันในกลุ่มนี้จะ"ไม่สูง" มากนัก เช่นเดียวกับช่องข่าว ที่มีผู้ซื้อซอง 12 ซอง ในจำนวนดังกล่าวมีผู้ซื้อซอง "เอชดีและข่าว" 3 ราย คือบีอีซี ,ทรูวิชั่นส์ และไทยรัฐทีวี เชื่อว่าทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวจะยื่นประมูลช่องเอชดี ทำให้จำนวนผู้ซื้อซองข่าวที่จะยื่นประมูลอยู่ที่ 9 ซอง
โดยประเภทที่มีการแข่งขันสูงคือช่องวาไรตี้ ที่มีผู้ซื้อซองรวม 17 ซอง โดยเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อและโทรทัศน์อยู่แล้ว เช่นเดียวกับช่องเด็กที่มีผู้ซื้อซอง 8 ซอง โดยเป็นกลุ่มทุนใหญ่ทั้งสิ้น
ดังนั้นจากราคาตั้งต้นประมูล 24 ช่อง รวมมูลค่า 15,190 ล้านบาท คาดว่าราคาประมูลทีวีดิจิทัลจะเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า "เท่าตัว" หรือคิดเป็นมูลค่าประมูลรวม 30,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ชนะประมูล จะต้องออกอากาศช่องทีวีดิจิทัลภายใน 30 วัน จะเป็นปัจจัยสำคัญให้ผู้ประกอบการรายเดิมทั้งฟรีทีวีและช่องทีวีดาวเทียม มีความพร้อมมากกว่า
แจงต้นทุนวาไรตี้ปีละ4พันล.
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย"กรุงเทพธุรกิจ"ว่าบริษัทซื้อซองประมูล 2 ซอง คือ เอชดีและวาไรตี้ โดยมีความตั้งใจประมูลช่องเอชดีมากที่สุดเพียง 1 ช่อง ซึ่งเตรียมงบประมาณรวม 4,000 ล้านบาท โดยจะพัฒนาช่องรายการขึ้นใหม่ เพื่อออกอากาศทางแพลตฟอร์มทีวีดิจิทัล
จากจำนวนผู้สนใจซื้อซองประมูลทีวีดิจิทัล ทั้งจากกลุ่มทุนโทรคมฯ ฟรีทีวี คอนเทนท์ โปรวายเดอร์ และธุรกิจอื่นๆ ที่มีทุนจำนวนมาก เชื่อว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในช่องเอชดี ซึ่งกลุ่มทุนใหญ่ให้ความสนใจ และช่องวาไรตี้ ที่มีผู้ซื้อซองสูงสุด
ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัล ค่าใบอนุญาตจากการประมูล เป็นเพียงหนึ่งในต้นทุนเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนค่าโครงข่าย ที่ กสทช. ยังไม่เปิดเผยราคา อีกทั้งต้นทุนสำคัญการผลิตรายการ 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นต้นทุนจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจช่องฟรีทีวี ประเภทวาไรตี้ เช่นเดียวกับช่อง 3 ช่อง7 ซึ่งครองเรทติ้งผู้นำ มีงบประมาณผลิตละครชั่วโมงละ 1 ล้านบาท โดยแต่ละวันมีคอนเทนท์ละครเฉลี่ย 5 ชั่วโมง ดังนั้นเฉพาะการผลิตละครต่อปีจะสูงถึง 2,000 ล้านบาท ขณะที่การผลิตคอนเทนท์ข่าวจะอยู่ที่ปีละ 1,000 ล้านบาท คาดว่าเฉพาะต้นทุนการผลิตช่องเอชดีและวาไรตี้จะสูงถึง 4,000 ล้านบาทต่อปี
จากสถานการณ์การแข่งขันของฟรีทีวี 6 ช่องในปัจจุบัน ช่องที่มีเรทติ้งสูงมีเพียง 2 ช่อง ดังนั้นทีวีดิจิทัล 24 ช่องที่จะเปิดประมูล เชื่อว่าจะมีช่องที่ผู้ชมสนใจราว 10 ช่องเท่านั้น ขณะที่ช่อง 4 ปีแรกที่อัตราการส่งสัญญาณยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ จะไม่สามารถกำหนดราคาโฆษณาได้ในอัตราสูง เช่นเดียวกับฟรีทีวีในปัจจุบัน
"ผู้สนใจซื้อซองประมูลมีทั้งรายเดิม และกลุ่มทุนใหญ่ที่มีความสนใจธุรกิจโทรทัศน์ แต่เชื่อว่าผู้ที่มีความพร้อมจะน่าเป็นรายเดิม ขณะที่ความสนใจของกลุ่มทุนใหญ่ จะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันรุนแรงในการเคาะประมูล" นายไพบูลย์ กล่าว
คาดราคาเคาะเฉลี่ยเพิ่ม20%
นายปราโมทย์ โชคศิริกุลชัย นายกสมาพันธ์สมาคมดิจิทัลบันเทิงไทย เปิดเผยว่าการประมูลทีวีดิจิทัลจะมีการแข่งขันสูงเฉพาะช่องวาไรตี้และเอชดี ที่กลุ่มทุนใหญ่ให้ความสนใจเท่านั้น คาดว่าราคาเคาะประมูลจากราคาตั้งต้นรายประเภทจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 20%
ทั้งนี้ หาก กสทช.จัดลำดับประเภทประมูล โดยกำหนดให้ช่องเอชดีเป็นลำดับแรก หากกลุ่มทุนใหญ่ประมูลได้ช่องเอชดีแล้ว และมีความตั้งใจประมูลเพียงช่องเดียว จะลดอัตราการแข่งขันในช่องวาไรตี้ลงทันที
"เชื่อว่ากลุ่มทุนใหญ่ที่ซื้อซองประมูล 2-3 ซอง จะยื่นซองประมูลครบทุกประเภทที่ซื้อ เพื่อสร้างโอกาสการประมูลในทุกประเภท เพราะหากพลาดในกลุ่มแรกๆ ยังมีประเภทอื่นๆ ให้ประมูลได้อีก แต่หากชนะการประมูลตั้งแต่ลำดับแรก การเข้าประมูลในประเภทอื่นๆ อาจจะเข้าไปประมูลตามหลักเกณฑ์ กสทช. แต่ไม่เคาะประมูลเพื่อชนะ" นายปราโมทย์ กล่าว






