วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศุภจี'ดันกำไรไทยคมตามใบสั่ง

"ศุภจี สุธรรมพันธุ์"เร่งสปีดธุรกิจดาวเทียม ดันกำไร "ไทยคม"ตามใบสั่ง ติดตามได้ใน Corporate Insigth "กรุงเทพธุรกิจทีวี"

หากธุรกิจโทรศัพท์เป็นเสมือนกล่องดวงใจของกลุ่มเทมาเส็ก ธุรกิจดาวเทียมน่าจะเป็นแขนและขาที่ต้องประคับประคองให้แข็งแรง เพื่อให้กลับมาสร้างผลกำไรให้เร็วที่สุด หลังเผชิญปัญหาขาดทุนมาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใบสั่งที่ส่งมาถึง "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) หรือ THCOM นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คือ รีเทิร์น ออน อินเวสเมนต์ ให้ได้เร็วที่สุด

ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2556 สามารถตอกย้ำว่าแผนธุรกิจของ ซีอีโอ หญิงท่านนี้มาถูกทาง ด้วยกำไรสุทธิ 521 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้น 232% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ผลกำไรส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของบริการดาวเทียม มีตัวเลขเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 371 ล้านบาท จาก 130 ล้านบาท เทียบกับผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2555

ล่าสุด "ศุภจี" ยังขยับเป้ากำไรสุทธิ เป็นมากกว่า 1 พันล้านบาท และคาดหวังไปถึงปี 2557 ว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่อเนื่องอีก 20-30% จากปีก่อน หลังขายช่องสัญญาณ (Bandwidth) ได้ทั้งดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ และดาวเทียมไทยคม 6 จึงเรียกได้ว่านาทีนี้ธุรกิจดาวเทียมทำให้กำไรของ THCOM ให้โตวันโตคืน

ก่อนจะเห็นการเติบโตอย่างในปัจจุบัน "ไทยคม" เคยมีอดีตที่เรียกได้ว่า "เสียศูนย์" ซึ่งเกิดจากการเดินหน้าลุยลงทุนเกินตัว กวาดหมดทุกธุรกิจ ทั้งดาวเทียม โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และให้บริการอินเทอร์เน็ต(ผ่านบริษัทลูก บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ) ทำให้หนี้พุ่งสูง แต่ยังมีฐานลูกค้าที่ยังเติบโตได้น้อย การคืนทุนจึงต่ำ

แต่เมื่อมาถึงยุคของ "ศุภจี" แนวทางการบริหารได้เปลี่ยนแปลงไป โดยจะไม่เน้นลงทุนรวดเดียวอย่างในอดีต แต่จะลงทุนพร้อมกับการทำการตลาด ทำยอดขายล่วงหน้า ขณะเดียวกัน จะมีการนำเครื่องมือการเงินมาผสม ไม่ว่าจะเป็นกระแสเงินสด กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน การออกหุ้นกู้ หรือการกู้เงิน

"อยากจะบอกผู้ลงทุน ผู้ถือหุ้นให้เบาใจได้ว่าการลงทุน THCOM จะคำนึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุน ความหยืดหยุ่น ดูแล้วมีผลตอบรับจากตลาดมากน้อยแค่ไหน รับประกันจะไม่มีการทุ่มเงินลงทุนไปรวดเดียวในอดีต"

ปัจจุุบัน ยอดขายจากธุรกิจดาวเทียมกลายเป็นโครงสร้างรายได้ใหญ่สุด ถึง 80% และยังเป็นธงหลักในสร้างการเติบโตให้ THCOM ในอนาคต ซึ่งบริษัทได้มีการวางแผนการขายเพื่อรองรับรายได้ในอนาคต โดยในส่วนของดาวเทียมในกลุ่มบรอดแคสติ้งจะมีดาวเทียมไทยคม 5 บริการแพร่ภาพสัญญาณในประเทศเกือบ 500 กว่าช่อง และต่างประเทศอีก 150 ช่อง มีอัตราการใช้บริการจากลูกค้าเต็ม 100 %, ดาวเทียมไทยคม 6 อยู่ระหว่างกระบวนการยิงขึ้นวงโคจรปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 ปีนี้ แต่ด้วยยอดจองใช้บริการจากลูกค้าเข้ามาแล้ว 60 % ทั้งลูกค้ากลุ่มอินโดไซน่า แอฟริกา ทำให้มีการนำดาวเทียมสำรองมาใช้ล่วงหน้าทำให้ปีนี้จะมีรายได้จากดาวเทียมไทยคม 6 เข้ามาตั้งแต่ 1 สิงหาคม คาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะมีลูกค้าสนใจเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก จากการทำการตลาดต่อเนื่อง และดาวเทียมไทยคม 7 วางแผนยิงขึ้นวงโคจรในครึ่งปีแรกปี 2557 คลอบคลุมให้บริการแถบเอเซียแปซิฟิค และออสเตรเรีย นิวซีแลนด์ ล่าสุดขายล่วงหน้าไปแล้วประมาณ 40% ก่อนสิ้นปีนี้น่าจะเพิ่มยอดขายได้อีก

"ความต้องการใช้บรอดแคสติ้งผ่านดาวเทียมมีมาก การเกิดของทีวีดิจิทัล บริษัทต้องเตรียมช่องสัญญาณเพิ่มอีก 18 ช่อง เรียกว่ายังมีความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอีก ทำให้ต้องทำแผนดาวเทียมไทยคม 8 ออกมาเพื่อรองรับ คาดว่าช่วงไตรมาส 3 และ 4 น่าจะประกาศตัวได้ว่าจะเริ่มสร้างได้เมื่อไหร่"

ส่วนแผนสร้างดาวเทียมไทยคม 9 ได้รับมอบหมายจากกระทรวงไอซีที ตั้งแต่ปี 2554 ให้รักษาวงโคจรของไทยไว้ ตอนนี้ได้นำดาวเทียมสำรองวางแทนในตำแหน่งนี้ไว้ก่อนเพื่อเจรจากับดาวเทียมรอบข้าง 4 ประเทศ คือรัสเซีย ตุรกี จีน และอียู เพื่อดูตำแหน่ง หากเจรจาก่อสร้างแล้วเสร็จจะครอบคลุมตลาดแถบตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดให้ THCOM ไปด้วย

ขณะที่กลุ่มบรอดแบนด์จะมุ่งเน้นให้บริการดาต้าเป็นหลัก โดยโฟกัสกลุ่มลูกค้ารายใหญ่มากกว่ารายย่อยอย่างในอดีต แต่ที่จะโตอย่างโดดเด่นยังโฟกัสที่กลุ่มบรอดแคสติ้ง แน่นอนว่ามาพร้อมกับการแข่งขันที่สูงขึ้นไปด้วย ในประเทศไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่ในต่างประเทศ THCOM ต้องแข่งขันดุเดือดกับผู้ให้บริการรายอื่น ซึ่งหากดูจากความพร้อมในการให้บริการ มั่นใจว่าบริษัทมีดีที่จะแข่งขันได้ จากการสร้างฐานบนอากาศและภาคพื้นดินได้ดีทำให้มีการเข้ามาใช้บริการค่อนข้างเยอะ

การเป็น Hot Bird กุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จ คือการมีช่องสัญญาณที่ดีที่ทำให้คอนเทนท์อยากอยู่ในช่องสัญญาณนี้เยอะๆ ซึ่งตอนนี้ทำได้แล้วในกลุ่มประเทศเอเชีย เพราะดาวเทียมของบริษัทมีช่องให้สัญญาณถึง 500 ช่อง รวมทั้งการมี Eye Ball คือการมีผู้ชมหันสัญญาณไปที่ดาวเทียมของไทยคม 10 ล้านจาน 10 ล้านครัวเรือน ทำให้ผู้บริหารคอนเทนท์อยากมาอยู่ในช่องสัญญาณ เพื่อได้ฐานคนดูมากขึ้น

ธุรกิจรองลงมาคือธุรกิจโทรศัพท์มือถือ สัดส่วนรายได้ 15-20% มีการเข้าไปลงทุนในที่กัมพูชาใช้ชื่อ เอ็มโฟน ปัจจุบันบริษัทได้ทำการปิดกิจการไปแล้วเพราะมีผลขาดทุนมานานและฟื้นฟูกิจการก็ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจปิดไป ทำให้ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทนี้

"นาทีนี้หากจะเข้าไปลงทุนในกัมพูชาอีกคงลำบากเพราะมีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออยู่ 10 ราย และมีผู้ใช้บริการ 1 ล้านกว่ารายเท่านั้นทำให้การดำเนินธุรกิจเหนื่อยและแข่งขันสูงจึงออกมาก่อนดีกว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นคงจะไปดูโอกาสอีกทีแต่ปัจจุบันไม่มีนโยบายที่จะกลับเข้าไปลงทุน"

แต่ที่ลาวซึ่งใช้ชื่อ ลาวเทเลคอม ถือว่าผลประกอบการค่อนข้างดี เพราะเป็นผู้ให้บริการมือถืออันดับ 1 มีมาร์เก็ตแชร์ 44-45 % จากผู้ให้บริการทั้งหมด 4 ราย ทำให้มีการเติบโตค่อนข้างดีสามารถจ่ายเงินปันผลได้จากที่ยังขาดทุนในต้นปี 2554 กลับพลิกมามีกำไร เพราะที่ลาวมีการเดินหน้าทั้ง 3 จี และ 4 จี อยู่แล้วทำให้บริษัทลงทุนได้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นรอบข้างของไทยว่ายังมีโอกาสเข้าไปลงทุนที่ไหนได้อีก โดยประเทศที่ทุกคนสนใจลงทุนคือพม่า รอดูความชัดเจนยังมีหลายเรื่องที่ภาครัฐยังไม่พร้อม แต่เนื่องจากบริษัทปูทางในพม่าในธุรกิจดาวเทียมไว้แล้วทั้งบรอสเคสติ้งและรอดแบนด์ หากจะเข้าไปรุกธุรกิจโทรศัพท์อีกไม่ยากเพียงรอไทม์มิ่งเท่านั้น

ปิดท้ายที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ต มีจานดาวเทียม และบริการเครือข่าย จะเน้นไปยังบริษัทลูก อย่าง ซีเอส ล็อกซ์อินโฟน ที่จะขยับบริการครอบคลุมทั้งคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์เป็น one stop shop ให้ลูกค้าและขยายไป cloud computing ในอนาคต

"การเติบโตของ THCOM ปีนี้ทำได้ดีตามที่วางไว้ จากที่ปรับองค์กรรูปแบบดำเนินธุรกิจ คาดว่าปีนี้จะโตเหมือนกับ 7 ไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนจะทำสถิติหรือไม่ ตอบได้แค่กำลังพยายามทำอยู่ รวมทั้งการจ่ายปันผลให้สม่ำเสมอ เหมือนกับบริษัทในกลุ่ม ซึ่งราคาหุ้นก็น่าจะสะท้อนได้ดีเพราะผู้บริหารมุ่งเน้นทำผลประกอบการให้แข็งแรงนั้นเอง"

THCOM เปิดบ้านให้ Corporate Insight สำรวจถึงประเด็นฮอตด้วยว่า นาทีนี้ กลุ่มเทมาเส็ก ยังอยากจะลดสัดส่วนการถือหุ้นใน THCOM ด้วยหรือไม่ ศุภจี ตอบเพียงว่า ธุรกิจเข้าสู่ภาวะที่ดีขึ้นมีผลประกอบการที่ดี หากเกิดอะไรขึ้นก็ยอมรับ และหากทำจริงเรื่องดีทำให้ประชาชนได้ถือหุ้นของบริษัทไทยมากขึ้นเท่านั้นเอง