บสย.ชงคลังปรับเกณฑ์"กองทุนตั้งตัวได้" หลังพลาดเป้ายอด 1 หมื่นล้านบาท เกือบปีปล่อยได้แค่ 200 ล้านบาท ล่าสุดบสย.เสนอรับภาระเสี่ยง 100% ต่อราย
นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมทีมบริหาร นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ และนายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาด กล่าวถึงแผนดำเนินงาน หลังเพิ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างทางการเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ภารกิจจากนี้ไป บสย.จะเดินหน้าขยายการค้ำประกันสินเชื่อ สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ได้มากที่สุด
ล่าสุดได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์เรื่องการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งอยู่ในโครงการ "กองทุนตั้งตัวได้" (Startup) ของกระทรวงการคลัง ที่เดิมเป็นการตั้งวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อให้กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ไม่เกิน 5 ปี สามารถขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับเป็นทุนในการก่อตั้งธุรกิจ และกองทุนของบสย.อีก 5,000 ล้านบาท รวมเป็น 10,000 ล้านบาท
รายละเอียดเบื้องต้น โครงการกองทุนตั้งตัวได้ จะปล่อยกู้วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 ธุรกิจดอกเบี้ย 1% และจากธนาคารของรัฐ วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์บวก 2% กำหนดเวลาคืนเงิน 7-10 ปี ต่อมาได้ปรับเกณฑ์ไม่จำกัดเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ แต่เปิดให้บุคคลทั่วไปที่ต้องการสร้างธุรกิจรายย่อย ขอใช้วงเงินนี้ได้ด้วย โดยมีบสย.เป็นผู้ค้ำประกัน
แม้ได้ปรับเกณฑ์แล้ว ยังพบว่า เงินโครงการกองทุนตั้งตัวได้นี้ จากวงเงินรวม 10,000 ล้านบาทที่เปิดมาแล้ว สามารถปล่อยกู้ไปได้เพียง 200 ล้านบาท ติดปัญหาที่กฎเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ ยังไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ เพราะบสย. รับภาระค้ำประกันกรณีกลายเป็นหนี้เสียที่ไม่เกิน 80% ของสินเชื่อแต่ละราย และรับความเสี่ยงหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ลูกค้าจากแบงก์ไม่เกิน 37.5% ทำให้แบงก์ที่ปล่อยกู้ยังคงเข้มงวด ไม่อาจรับความเสี่ยง 20% บสย.ไม่ค้ำได้
ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงให้แบงก์ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถปล่อยสินเชื่อกองทุนตั้งตัวได้คล่องตัวขึ้น บสย.จึงได้ปรับเกณฑ์ใหม่ โดยจะรับภาระเสี่ยงลูกหนี้เงินกู้กองทุนตั้งตัวดังกล่าวที่ 100% ของสินเชื่อต่อราย แต่ปรับเกณฑ์ว่าจะรับความเสี่ยงหนี้เสียของแบงก์จากโครงการนี้เหลือ 30% ซึ่งรัฐจะเสี่ยงเท่าเดิม แต่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำจากโครงการนี้ได้มากขึ้น จึงได้เสนอเรื่องไปที่กระทรวงการคลังแล้ว ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างรอเสนอเข้าที่ประชุมครม. หากไม่มีอะไรขัดข้องคาดเสนอครม.ได้เร็วๆ นี้
"จากการสำรวจพบว่า กลุ่มทำธุรกิจใหม่จะมีความเสี่ยงสูง 30-50% ขึ้นกับสถานการณ์" ผู้บริหารบสย. กล่าวและว่า ดังนั้นรัฐจึงไม่ต้องการเสี่ยง แต่หากมีระบบรับประกันความเสี่ยงที่ดี และมีการจัดอบรวมความรู้ผู้จะประกอบธุรกิจใหม่ ก็จะทำให้ช่วยลดควาเสี่ยงได้ แต่ที่ผ่านมาหลักสูตรมีจำกัด และคนเรืยนก็อาจไม่สะดวก
ล่าสุดบสย.จึงได้ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมกิจการที่ดี หรือสถาบัน Good Governance ที่อยู่ภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ทำโครงการหลักสูตรเรียนทางไกล เรียนออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ของก.พ.ร.ที่ www.opdc.go.th โดยร่วมกับหน่วยราชการที่เชื่อถือได้ เพิ่งได้ข้อสรุปร่วมกันเมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจะเปิดสอนเรื่องหลักการบริหารกิจการที่ดี เป็นหลักสูตรระยะสั้น เรียนเพียง 12 ชม.ค่าใช้จ่ายเพียง 800 บาท ได้ใบประกาศนียบัตร เพื่อมาแนบกับโครงการธุรกิจ ยื่นขอสินเชื่อโครงการนี้ และบสย.ค้ำประกันได้เลย
นอกจากนี้ บสย.ยังเตรียมลงนาม ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ในการค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย สำหรับผู้ที่รับงานของระบบราชการทั้งหมด แต่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยค้ำได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยรับงานภาครัฐได้ โครงการนี้จะครอบคลุมงานทุกประเภท โดยเฉพาะงานรับเหมาก่อสร้างกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อย มักมีปัญหาเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้ไม่สามารถทำสัญญาโดยตรงกับงานรัฐได้ จึงเกิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่าย
ส่วนการดำเนินงานของบสย.ในภาพรวม ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ให้การค้ำประกันสินเชื่อกับผู้ประกอบการรายย่อยไปแล้วกว่า 90,000 ราย แต่ยอดคงค้างในระบบมีกว่า 70,000 ราย วงเงินค้ำประกันรวมกว่า 3 แสนล้านบาท นับจากนี้ไปหากปรับเกณฑ์ค้ำประกันที่ดีขึ้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น
"เป้าของบสย.คือ ทำให้รายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งแนวคิดจะสวนทางกับเรื่องเอ็นพีแอล"
ที่ผ่านมาบสย.มียอดหนี้เสีย 4% ขณะที่ยอดหนี้เสีย ซึ่งทำสัญญากับธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดวางไว้ไม่เกิน 15.5% จึงต้องขยายเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ธุรกิจด้านบริการ ซึ่งใช้บริการบสย.มากที่สุด
"บสย.จะเน้นค้ำประกันสินเชื่อ ให้กับกลุ่มธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ และกลุ่มธุรกิจที่เน้นสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อรองรับการแข่งขันในเออีซีที่กำลังจะเปิดในปี 2558 และจะจัดอันดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือทำเรทติ้งระดับ เอ-บี-ซี เช่นเดียวกับการจัดเรทติ้งบริษัทใหญ่ เช่น เอสแอนด์พี และทริสเรทติ้งฯลฯ โดยจะร่วมมือกับสถาบันการเงินต่างๆ ออกผลิตภัณฑ์ค้ำประกันเงินกู้ให้หลากหลาย เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย"









