วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมาคมตราสารหนี้คาดคิวอียังป่วนตลาดเงิน

สมาคมตลาดตราสารหนี้ชี้คิวอียังขย่มตลาดเงิน-ทุนเป็นระยะ เผยหลังจากคงคิวอี ต่างชาติเริ่มโยกเงินลุยบอนด์ไทย ยิลด์ปรับตัวลดลงกว่า 0.20%

น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ออกมาประกาศคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยจะเข้าซื้อพันธบัตรที่ระดับ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อเนื่องทุกเดือนเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยด้วยเช่นกันและภาพตลาดตราสารหนี้เองยังคงตอบรับข่าวดีนี้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันต่างกับตลาดหุ้นไทยที่ดูจะตอบรับข่าวดีสั้นกว่าก่อนจะมีแรงขายทำกำไรออกมาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น หลังคำประกาศดังกล่าวนี้ได้เห็นกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ค่อนข้างชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรปรับตัวลงรับข่าวเฉลี่ย 0.20% และนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ย.มาถึงปัจจุบัน (24 ก.ย.56) อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของไทยปรับตัวลงมาแล้ว 0.44% ตามการปรับตัวลงของพันธบัตรสหรัฐเช่นเดียวกัน

"ในช่วงอาทิตย์ 16 - 20 ก.ย. 56 เห็นกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาอย่างชัดเจนกว่า 64,000 ล้านบาท โดยเข้ามาซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 63,000 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ระยะยาว 17,000 ล้านบาท จะเห็นสัญญาณการไหลกลับเข้ามาในพันธบัตรอายุ 5 - 10 ปี มากขึ้น และหากนับตั้งแต่ต้นเดือนถึงปัจจุบันต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 94,000 ล้านบาท เป็นการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 63,000 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ระยะยาว 29,000 ล้านบาท ทำให้มียอดถือครองตราสารหนี้ต่างชาติสุทธิ ณ วันที่ 20 ก.ย.56 อยู่ที่ 713,800 ล้านบาท จากสิ้นปี56 ที่ 710,000 ล้านบาท หรือมียอดเงินไหลเข้าสุทธิในปีนี้ของต่างชาติ 3,800 ล้านบาท หากมองจากยอดถือครองสุทธิของต่างชาติดังกล่าว"

ปัจจัยในเรื่องของการลดมาตรการ QE ยังจะคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนย้ายของเงินทุนต่างชาติต่อเนื่องและอาจจะทำให้เกิดความผันผวนขึ้นได้ แต่ตลาดตราสารหนี้อาจจะมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ไม่มากเหมือนที่เห็นในตลาดหุ้นเท่านั้นเอง และหากการชะลอมาตรการเกิดขึ้นในช่วงปลายปีตามที่ตลาดคาดก็คงยังจะเป็นปัจจัยหนุนให้ในปีนี้ทั้งปีอาจจะยังเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิได้เช่นกัน ทั้งนี้เงินทุนไหลเข้ารอบใหม่ในครั้งนี้พบว่าไม่ใช่เงินร้อนที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นแต่เป็นเงินลงทุนจริงดังจะเห็นได้จากสัญญาณการเข้าซื้อในตราสารหนี้ระยะยาวที่ชัดเจนมากขึ้นหลังจากวันที่เฟดแถลงคงมาตรการ QE ไว้ และหากมองจากยอดถือครองสุทธิต่างชาติล่าสุดเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 23% และตราสารหนี้ระยะยาว 77% จึงเชื่อว่าเงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนจริง

"ในช่วงเดือนนี้นอกจากปัจจัยในต่างประเทศแล้ว ปัจจัยในประเทศเองก็มีส่วนทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ค่อนข้างมาก เพราะซัพพลายของพันธบัตรภาครัฐที่จะออกประมูลในไตรมาสที่ 4 นั้น น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้คือประมาณ 95,000 ล้านบาท จากปกติเฉลี่ยจะอยู่ที่ไตรมาสละ 130,000 ล้านบาท ซัพพลายน้อยในขณะที่ดีมานด์มากก็กดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงด้วยเช่นกัน เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะในช่วงหลังจากที่มีความกังวลเรื่องการลดมาตรการ QE และทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้นั้นทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรโดยรวมปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง ทางภาครัฐจึงอาจต้องบริหารจัดการต้นทุนให้เหมาะสมด้วย และปกติตราสารหนี้ระยะยาวเองกลุ่มนักลงทุนที่สนใจลงทุนก็จะเป็นนักลงทุนต่างชาติด้วย"