"นิวัฒน์ธำรง"บินประชุมJCC ถกไตรภาคี"พม่า-ไทย-ญี่ปุ่น" ตามความคืบหน้าSPV "อาคม"เผยญี่ปุ่นลังเลลงทุน จี้รัฐบาลพม่าร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าในวันที่ 27 ก.ย.นี้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-พม่า (JCC) จะเดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการพัฒนาโครงการทวาย 3 ฝ่าย ได้แก่ พม่า-ไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งกำหนดมีการประชุมที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ทั้งนี้การประชุมร่วม 3 ฝ่ายครั้งนี้ จะเป็นการประชุมครั้งแรก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไทยและพม่า เชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในโครงการทวาย โดยมีการเชิญตัวแทนญี่ปุ่นเข้ามาเป็นผู้สังเกตุการณ์ ในการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงเพื่อพัฒนาโครงการทวาย ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามในขณะนี้ญี่ปุ่นยังไม่ตัดสินใจว่าจะเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการทวายหรือไม่ เนื่องจากต้องการข้อมูลประกอบที่มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าในการประชุมครั้งนี้ ญี่ปุ่นจะขอรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในโครงการทวาย เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะร่วมลงทุนในโครงการนี้หรือไม่ เนื่องจากโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งในส่วนของการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในที่ประชุมจะมีการรายงานความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการ ทั้งในส่วนของถนน ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรมและเมืองใหม่ในนิคมอุตสาหกรรม (Township) รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคอื่นๆทั้งระบบ ไฟฟ้า น้ำประปา และระบบโทรคมนาคม
"ญี่ปุ่นต้องการรับฟังความเห็นทั้งจากส่วนของไทย และความตั้งใจของรัฐบาลพม่าในการลงทุนในโครงการนี้ ว่ารัฐบาลพม่าจะเข้ามาลงทุนในส่วนของระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรบ้าง เพราะญี่ปุ่นมองว่าโดยปกติแล้วในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ รัฐบาลโดยทั่วไปจะต้องเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นการจูงใจนักลงทุน และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระยะยาว"นายอาคมกล่าว
นอกจากนี้ในการประชุมครั้งนี้จะมีการติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) เพราะในขณะนี้กฏหมายการลงทุนฉบับใหม่ของพม่าได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นว่ารัฐบาลพม่าจะให้สิทธิประโยชน์อะไรบ้างกับผู้พัฒนาโครงการ และนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในโครงการที่จะจัดตั้งขึ้นตามเงื่อนไข SPV ที่ได้มีการลงนามร่วมกันระหว่างไทยและพม่าไปก่อนหน้านี้แล้ว
"ที่ประชุมมีการพิจารณาถึงแนวทางการบริหารโครงการและการกำกับดูแของ SPV เพราะในระยะต่อไปSPV จะเป็นบริษัทที่ถือสัมปทานโครงการทวาย รวมถึงรูปแบบการลงทุนว่าการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานว่าจะเป็นไปในแนวทางใด เช่น เป็นการลงทุนโดยรัฐบาล หรือเป็นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและเอกชน โดยทางรัฐบาลพม่าเองต้องการเห็นความคืบหน้าในโครงการนี้เช่นเดียวกัน"นายอาคมกล่าว









