วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กิตติรัตน์'เมินคุมนำเข้าทอง

"กิตติรัตน์"เผยรัฐบาลไม่มีแนวคิดออกกฎคุมการไหลเข้าออกสินค้าทองคำ ขณะที่การเก็งกำไรในสินค้าทองถือเป็นเรื่องปกติของกลไกตลาด

การซื้อขายทองคำทั้งในรูปทองคำแท่งและการออกใบจองซื้อทองคำแท่ง รวมถึงการซื้อขายด้วยระบบออนไลน์ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า ควรที่จะมีหน่วยงานใดมากำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและความยุติธรรมในการซื้อขาย โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งข้อสังเกตและวิตกว่าอาจเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต รวมทั้งการนำเข้าทองคำของผู้ประกอบการร้านค้าทองได้ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมาก และอาจนำไปสู่การเก็งกำไรค่าเงิน

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า รัฐบาลไม่เห็นด้วยที่จะออกกฎเกณฑ์มาควบคุมการไหลเข้าออกของสินค้าประเภททองคำ เพราะปัจจุบัน ทองคำถูกนำมาเป็นทรัพย์สินที่แทนสกุลเงิน เมื่อไม่ได้จำกัดเรื่องการไหลเข้าออกของเงิน ฉะนั้นทองคำก็น่าจะอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน

"ไม่น่าจะต้องออกกฎหมายมาดูแล เพราะเราเปิดเสรีเรื่องสกุลเงินต่างๆ ฉะนั้นถ้าทองถูกมองเทียบเคียงสกุลเงินตรา การไหลเข้าออกของทองก็ไม่จำเป็นต้องควบคุมพิเศษ เพียงแต่การไหลเข้าออกของเงินสกุลต่างประเทศ เราไม่ได้นำมาคำนวณดุลบัญชีการค้าและดุลบัญชีสะพัด ถ้าทองจะทำในมาตรการเดียวกัน ก็ไม่น่าจะต่างกัน คือ ไม่ต้องคุมอะไร"นายกิตติรัตน์ กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า การที่เห็นว่า การนำเข้าทองหรือขายออกมากในบางช่วงกระทบต่อตัวเลขดุลบัญชีการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด เรื่องนี้ ก็เข้าใจได้ เพราะส่วนสำคัญที่ต้องการดูของดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ต้องการดูในเรื่องของการจ้างงานและการผลิต ซึ่งปกติแล้ว ทองคำมีส่วนในการผลิตไม่มากนัก แต่เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณา ไม่ได้ผลักดันโดยฝั่งรัฐ เพราะเราก็เห็นข้อมูลอยู่ โดยช่วงที่ขาดดุลการค้าจากการนำเข้าทองคำนั้น รัฐบาลก็ไม่ได้กังวล

"เป็นเรื่องดี ถ้านำเข้าทองและคนก็เก็บสะสมถือเป็นการออมชนิดหนึ่ง ถึงเวลาเหมาะสม ราคาทองในกลไกตลาดโลกดี ก็มีสิทธิ์ขายออก คล้ายกับการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งการเก็งกำไรก็อยู่คู่กับกลไก ต่างเป็นสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของ เพียงแต่เราต้องดูไม่ให้ผันผวน"นายกิตติรัตน์ กล่าว

ส่วนการที่จะดึงข้อมูลการนำเข้าทองคำออกจากการคำนวณดุลบัญชีการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด เขากล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเป็นการดึงข้อมูลออก เพียงแต่แยกการคำนวณ โดยไม่รวมทองคำออกเป็นอีกชุดหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นว่า ที่จริงแล้ว ตัวเลขที่ดูผันผวนนั้น ไม่ได้ผันผวนจากภาคที่เราให้ความสำคัญ แต่เป็นความผันผวนของการไหลเข้าออกทองคำมากกว่า

"ทุกวันนี้ ตลาดค้าทองคำระหว่างสปอตกับแคชนั้น ไม่ได้รวมศูนย์กัน ถ้าจะต้องดูแล ก็ให้คนในวงการเข้าพูดจากัน"นายกิตติรัตน์ กล่าว

ขณะที่ ข้อมูล ธปท. ระบุว่า ตัวเลขการนำเข้าทองคำ (ไม่รวมรูปพรรณ) ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาจนถึง ณ สิ้นเดือนก.ค. พบว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าทองคำรวม 47,552.96 ล้านดอลลาร์ และมีการส่งหรือนำออกนอกประเทศรวม 20,500.41 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าในช่วงเวลา 4 ปีเศษ ประเทศไทยมียอดการนำเข้าทองคำสุทธิ 27,052.55 ล้านดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่าทองคำที่อยู่ในรูปของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของ ธปท. กว่า 4 เท่า โดยปัจจุบัน ธปท. มีเงินสำรองฯ ที่อยู่ในรูปทองคำรวมมูลค่าประมาณ 6,559.95 ล้านดอลลาร์

คลังตั้งคณะทำงานดูแลซื้อขายทอง

ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษาแผนและดูแลการซื้อขายทองคำ ซึ่งคณะทำงานชุดนี้มี นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นประธาน เข้าใจว่าจะนัดประชุมในเดือนต.ค. นี้

สำหรับคณะทำงานชุดนี้ มีหน้าที่พิจารณาข้อเสนอต่างๆ ของทางผู้ค้าทองคำ ตลอดจนข้อเสนอที่จะให้จัดตั้งศูนย์กลางตลาดค้าทองคำในประเทศขึ้น เพื่อลดทอนผลกระทบที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยนของไทย

ส่วนข้อเสนอของผู้ค้าทองคำซึ่งอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบหาข้อสรุปในเรื่องนี้นั้น นายประสาร กล่าวว่า คงต้องขึ้นกับคณะทำงานชุดนี้เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่เห็นว่ามีใครได้รับความเดือดร้อน และกรณีที่มีข่าวว่า ทางสิงคโปร์ได้ส่งทีมเศรษฐกิจมาเจรจาเชิญชวนให้ผู้ค้าทองชาวไทย ไปเปิดโบรกเกอร์ที่สิงคโปร์นั้น เรื่องนี้ก็คงต้องถามกลับว่าเขาให้ไปทำอะไร

"อยากให้คณะทำงานเป็นฝ่ายพูดเพิ่มเติมจากนี้ เข้าใจว่าเขาจะมีการประชุมกันในเดือนต.ค. ส่วนจะหารือกับผู้ประกอบการหรือไม่ ก็คงต้องขึ้นกับทางคณะทำงานด้วย" นายประสาร กล่าว

สำหรับการซื้อขายทองคำแบบสปอต (หักชำระราคาในทันที) มีมูลค่าเท่าไรนั้น นายประสาร กล่าวว่า เขาไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนแต่เชื่อว่าคงมีมูลค่าสูงไม่น้อย เพราะลำพังการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ก็มียอดสุทธิร่วม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้นการซื้อขายแบบสปอตซึ่งเป็นการเทรดดิ้ง ก็น่าจะมีมูลค่าสูงกว่านี้

ก่อนหน้านี้ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ผู้ค้าทองรายใหญ่ 1 ใน 5 ของประเทศ ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การซื้อขายทองคำออนไลน์ เป็นการพัฒนาจากการซื้อขายทองคำที่ห้าง เพื่ออำนวยสะดวกให้กับลูกค้า และลูกค้าสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของราคาในเวลาจริง หรือเรียลไทม์ โดยตลาด Spot ทองคำเมืองไทยพัฒนาเทียบเท่าตลาดใหญ่ๆ ของโลกทั้งสวิตเซอร์แลนด์ และฮ่องกง และตลาด spot ของไทยใหญ่กว่า ตลาดล่วงหน้าหรือ Gold Futures ประมาณ 10 เท่า ในขณะที่ตลาดโลกนั้น Gold Futures จะใหญ่กว่า ตลาด spot เป็น 100 เท่า

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งให้นั่งเป็นประธานคณะทำงานดูแลการซื้อขายทองคำและยังไม่มีคำสั่งจากระดับนโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามเขาพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการหารือประเด็นดังกล่าว หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร้องขอมา

วาง 5 กรอบธุรกิจดูแลค้าทอง

ด้านแหล่งข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ข้อสรุปแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องการซื้อขายทอง คณะทำงานประกอบด้วย ผู้อำนวยการ สศค. เป็นประธาน มีตัวแทนจาก ธปท. ตัวแทนจากสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์ และมีเลขาคณะทำงาน คือตัวแทนจาก สศค. และตัวแทนจาก ธปท.เป็นผู้ช่วยเลขา ซึ่งในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา คณะทำงานชุดนี้ได้หารือกันมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยเป็นการกำหนดกรอบธุรกิจซื้อขายทองที่จะเข้าไปดูแล 5 รูปแบบ ได้แก่ การซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า หรือ โกลด์ ฟิวเจอร์ส การซื้อขายทองแท่ง การซื้อขายทองรูปพรรณ การออมทอง และการเทรดออนไลน์

ขณะที่แหล่งข่าวจากผู้ค้าทอง กล่าวว่า การที่ทางการตั้งคณะทำงานขึ้นมานั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่ผู้ค้าทองต้องการที่จะหารือกับธปท. โดยตรง เพื่อจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งหากจะมีการออกกฎเกณฑ์อะไรมาบังคับ ผู้ค้าทองในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบทางตรง ควรเป็นผู้ให้ข้อมูลกับฝ่ายกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าทองอยู่ระหว่างการรอคำตอบว่าจะได้เข้าพบและพูดคุยตอนไหน

"ตอนนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานใดๆ การตั้งคณะทำงานขึ้นมาก็เป็นการรับทราบข่าวเท่านั้น แต่ผู้ค้าทองต้องการพูดคุยกับทางการด้วยตัวเองมากกว่า" แหล่งข่าวกล่าว

รายงานข่าวจากสมาคมค้าทองคำ ระบุว่า ปัจจุบันสมาคมค้าทองคำ มีสมาชิกประมาณ 700 ราย โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีสมาชิก 362 ราย และมีผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท คลาสสิก โกลด์ บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง บริษัท ห้างทอง จิ้นไถ่เฮง