ผู้ว่าแบงก์ชาติประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ 3 เสาหลักเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ตลาดเงินในระยะสั้นยังมีความผันผวน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกและการปรับตัวของไทย ในงาน AIT Chairity DinnerTalk ถึงปัญหาความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจะยังคงเป็นเช่นนี้ไปอีกพักใหญ่ ซึ่งความผันผวนนั้นมาจากวิกฤติทางเศรษฐกิจของกลุ่ม จี 3 ที่เป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ยังคงไม่ดีขึ้น อีกทั้งไม่เห็นทางออกของปัญหาทำให้ในระยะนี้ เศรษฐกิจจะยังคงผันผวนต่อไป
"เศรษฐกิจกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และเวลานี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่เป็นทางออกของวิกฤติอย่างชัดเจน ทำให้ภาวการณ์ปัจจุบันเมื่อมีข่าวอะไรมากระทบก็จะมีปฏิกิริยากับตลาดการเงินในระยะสั้น ทำให้เกิดความผันผวนทันที"
โดยความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมานั้น เคยแข็งค่าไปที่ 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินก็อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินบาทนั้นมีความอ่อนไหวจากภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องหรือคิวอี3 ของสหรัฐว่า การปรับนโยบายคิวอีน่าจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และสหรัฐก็มีนโยบายชัดเจนว่าจะลดปริมาณคิวอีลงเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น แม้ปัจจุบันสหรัฐจะยืนยันว่าจะใช้ปริมาณคิวอีแบบเดิมอยู่ แต่ธปท.ก็ติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ความผันผวนกระทบกระเทือนกับภาคเศรษฐกิจจริง
สิ่งสำคัญคือจะต้องรักษาความยืดหยุ่นของนโยบายการเงิน (policy space) ที่เพียงพอ รวมทั้งความสามารถที่จะลดดอกเบี้ยได้อย่างเหมาะสมตามสภาวะเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการมีเครื่องมือและมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน และในแง่ของนโยบายการการคลัง ที่มีความพร้อมจะใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจำเป็นต้องรักษาการขาดดุลและระดับหนี้สาธารณะไม่ให้สูงจนเกินไป
นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารให้นักลงทุนและตลาดมีความเข้าใจชัดเจน ถึงสถานการณ์และมุมมองต่อภาพเศรษฐกิจการเงินของภาครัฐบาลควบคู่กันไป ตลอดจนหมั่นสำรวจตัวเองไม่ให้มีจุดอ่อนที่จะทำให้เกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ
ในภาพรวม ธปท.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะชะลอลง แต่คงไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างที่หลายคนกังวล ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งการขยายตัวของสินเชื่อในช่วงหลังลดความร้อนแรง ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนลดลงได้บ้าง ทั้งนี้ สถาบันการเงินส่วนใหญ่ เห็นว่าสินเชื่อจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้ประกอบการและประชาชนจะยังมีสภาพคล่องหล่อเลี้ยงยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว
ขณะที่ความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น ธปท.ก็ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเศรษฐกิจการเงินไทยในวันนี้แตกต่างจากสถานการณ์เมื่อปี 2540 อย่างสิ้นเชิง ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวในปัจจุบันมีความยืดหยุ่น ภาคสถาบันการเงินก็เข้มแข็ง มีระบบการกำกับตรวจสอบที่ดูแลความเสี่ยงอย่างรอบด้านมากขึ้น มีการกันสำรองอยู่ในระดับสูงอย่างเพียงพอ
ในช่วงต้นเดือนกันยายน การประชุม World Economic Forum พบว่า อันดับความสามารถแข่งขันของไทยขยับขึ้นอยู่ที่ 37 บนพื้นฐาน 3 ปัจจัยคือ ไทยมีคะแนนปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยการเพิ่มประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจไทยอยู่ในระดับต่ำเพียง 3.83 จากคะแนนเต็ม 7 โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ (5.17) หรือมาเลเซีย (4.70) ดังนั้น หัวใจสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจของไทย คือการปรับตัวไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) ที่มีการวางโครงสร้างเศรษฐกิจเหมาะสม








