ผู้ค้าทอง7รายใหญ่ ติดต่อตลาด-ก.ล.ต.ขอพบผู้ว่าการธปท. ขอความชัดเจนเกณฑ์ควบคุม ยันไม่ได้เป็นคนเก็งกำไรค่าเงิน เทรดออนไลน์ช่วยซื้อขายคล่องตัว
ความผันผวนตลาดเงินตลาดทุน รวมทั้งตลาดทองคำในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ทองคำกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนนิยมซื้อขาย นอกเหนือจากซื้อเพื่อสะสมแล้ว ยังเป็นการซื้อเพื่อลงทุนและเก็งกำไร โดยเฉพาะในไทยมีการนำเข้าทองคำมากติดอันดับ 3 ของเอเชีย และติดอันดับ 6 ของโลก จนเป็นที่มาทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกิดความวิตกว่าจะมีการเก็งกำไรค่าเงินเกิดขึ้น เนื่องจากการนำเข้า-ส่งออกทองคำต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งอาจทำให้เกิดความเสียหายกับนักลงทุนได้ เพราะการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ในปัจจุบันไม่มีหน่วยงานใดเป็นผู้กำกับดูแล
แหล่งข่าวผู้ประกอบการค้าทอง กล่าวว่า ขณะนี้ 7 ผู้ค้าทองรายใหญ่ ได้ติดต่อผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอเป็นคนกลางติดต่อนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะต้องการคำชี้แจงและรับทราบความชัดเจนในกฎเกณฑ์ที่ทางการจะออกมาคุมผู้ค้าทอง โดยประเด็นที่สำคัญที่ต้องการจะชี้แจงคือ ผู้ค้าทองไม่ได้เก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์ขณะนี้ดูเหมือนว่าผู้ค้าทองจะเป็นคนทำผิด ขณะที่หลักเกณฑ์การควบคุมเองก็ยังไม่ชัดเจน
"ตอนนี้ผู้ค้าทองรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องการทำความเข้าใจกับแบงก์ชาติให้ตรงกัน ซึ่งได้ติดต่อผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ฯไปแล้ว คาดว่าจะได้เข้าพบเร็วๆ นี้"
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า การซื้อขายในระบบออนไลน์ ปัจจุบันมีบทบาทมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการค้าทองเห็นว่าเป็นช่องทางอำนวยความสะดวกในการซื้อขายเท่านั้น และไม่ได้เป็นการทำกำไร เพราะการซื้อขายทองคำมีส่วนต่าง หรือมาร์จินไม่ถึง 5% ขณะที่โบรกเกอร์รายใหญ่ก็มีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ หากทางการต้องการขอข้อมูลเพิ่มเติมก็พร้อม และยินยอมจะเข้าระบบอยู่แล้ว
ด้าน นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล (YLG) กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายทองคำแท่งอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ขณะที่ปีก่อนมียอดขายรวม 8 แสนล้านบาท ส่วนรายการที่ซื้อขายผ่านระบบออนไลน์นั้นมีสัดส่วนไม่ถึง 20% ของยอดขายรวม แต่แนวโน้มการซื้อขายออนไลน์นั้น มีโอกาสเติบโตสูง เพราะมีความสะดวกคล่องตัวกว่าการซื้อขายโดยผ่านมาที่ร้านค้าทอง
"บริษัทวายแอลจีเปิดซื้อขายออนไลน์มาประมาณ 1 ปีเต็ม ที่ผ่านมาไม่เคยประสบปัญหากับลูกค้า เพราะบริษัทมีระบบดูแลกันอย่างดี ขณะที่เป็นช่องทางการซื้อขายที่มีความสะดวกมากขึ้น และก็มีการส่งมอบสินค้าได้จริง" นางพวรรณ์ กล่าว
4 ปีเศษ นำเข้าทองสุทธิ 2.7 หมื่นล้านดอลล์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจตัวเลขการนำเข้าทองคำ (ไม่รวมรูปพรรณ) ที่เก็บข้อมูลโดย ธปท. พบว่า ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาจนถึง ณ สิ้นเดือนก.ค. พบว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าทองคำรวม 47,552.96 ล้านดอลลาร์ และส่งออกหรือนำออกนอกประเทศรวม 20,500.41 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าในช่วงเวลา 4 ปีเศษ ประเทศไทยมียอดการนำเข้าทองคำสุทธิ 27,052.55 ล้านดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่าทองคำที่อยู่ในรูปของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของ ธปท. กว่า 4 เท่า โดยปัจจุบัน ธปท. มีเงินสำรอง ที่อยู่ในรูปทองคำรวมมูลค่าประมาณ 6,559.95 ล้านดอลลาร์
ด้าน นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า การซื้อขายโกลด์ ออนไลน์นั้น ผู้ค้าทองทุกรายเปิดให้ซื้อขาย และมีทั้งเป็นสมาชิกสมาคมค้าทองคำและไม่เป็นสมาชิก ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานที่ควบคุมอย่างชัดเจน และการซื้อขายออนไลน์ ก็เหมือนกับซื้อขายทองคำแท่งทั่วไป แต่รูปแบบการทำรายการแตกต่างกัน ซึ่งวิธีการซื้อขายเหมือนการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น แต่มีระยะเวลาการส่งมอบทองแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ค้าทองกำหนด ส่วนใหญ่ผู้ซื้อจะต้องมารับสินค้าภายใน 2 วัน ถ้าหากผู้ซื้อไม่ต้องการมารับของก็ต้องแจ้งผู้ซื้อ และฝากไว้กับผู้ขายได้
สำหรับการเปิดบัญชีจะต้องวางหลักประกันการซื้อขายประมาณ 10-20 เท่าของวงเงินที่วางเป็นหลักประกัน ซึ่งเงินหลักประกันที่วางไว้ กรณีป้องกันความเสี่ยง หากมีการยกเลิก ขณะที่การซื้อขายแบบออนไลน์ จะมีค่าพรีเมียมที่ต่างจากซื้อขายทองแท่งปกติ โดยระบบออนไลน์จะมีค่าพรีเมียมไม่ถึง 100 บาทต่อบาททองคำ หรือจะอยู่ที่ประมาณ 35-70 บาทต่อบาททองคำ
รายงานข่าวจากสมาคมค้าทองคำ ระบุว่า ปัจจุบันสมาคมค้าทองคำ มีสมาชิกประมาณ 700 ราย โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสมาชิก 362 ราย และมีผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น บริษัทเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท คลาสสิก โกลด์จำกัด บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง จำกัด บริษัท ห้างทอง จิ้นไถ่เฮง จำกัด
ลูกค้ารับใบจองซื้อทองเหตุเชื่อมั่นห้าง
ด้าน นพ. กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ผู้ค้าทองรายใหญ่ 1 ใน 5 ของประเทศ เปิดเผยว่า การออกใบจองซื้อทองคำแท่งเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่ทองขาดตลาด และผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ มีความไว้เนื้อเชื่อใจห้างทองที่เขารู้จักดี
ส่วนการซื้อขายทองคำออนไลน์นั้น เป็นการพัฒนาจากการซื้อขายทองคำที่ห้าง เพื่ออำนวยสะดวกให้กับลูกค้า และลูกค้าสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของราคาในเวลาจริง หรือ เรียลไทม์ โดยตลาด Spot ทองคำเมืองไทยมีการพัฒนาเทียบเท่าตลาดใหญ่ๆ ของโลกทั้งสวิตเซอร์แลนด์ และ ฮ่องกง และตลาด spot ของไทยใหญ่กว่า ตลาดล่วงหน้า หรือ Gold Futures ประมาณ 10 เท่า ในขณะที่ตลาดโลกนั้น Gold Futures จะใหญ่กว่า ตลาด spot เป็น 100 เท่า
ก่อนหน้านี้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่า ผู้บริโภคที่ซื้อทองคำจากห้างค้าทอง โดยเฉพาะซื้อผ่านออนไลน์ หรือซื้อใบจองอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองเท่าที่ควร กล่าวคือห้างทองอาจจะไม่มีทองคำแท่งพอที่จะส่งมอบให้ตามสัญญา รวมทั้งยังห่วงเรื่องการนำเข้าทองคำอาจจะเป็นช่องทางเก็งกำไรค่าเงินบาท พร้อมทั้งเตรียมเข้าไปกำกับดูแลการค้าทองคำ
ก.ล.ต.ย้ำดูเจตนาเทรดออนไลน์
นายธวัชชัย พิทยโสภณ ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวว่า ในการแยกแยะและระบุว่าการซื้อขายประเภทใดเป็นสัญญาการซื้อขายล่วงหน้านั้น ก.ล.ต.มีกรอบกฎหมายในการพิจารณา คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการซื้อขายล่วงหน้า อย่างไรก็ตามกฎหมายจะกำหนดกรอบไว้อย่างกว้างๆ โดยดูว่ามีความตั้งใจ หรือเจตนา ที่จะซื้อขายสินค้า แล้วมีการส่งมอบสินค้าและชำระราคากันหรือไม่ ซึ่งเจตนานี้จะดูได้จากพฤติกรรม
"กรอบกฎหมายกำหนดไว้อย่างกว้างขวาง ส่วนการพิจารณาว่าการซื้อขายสินค้าแต่ละรายการเป็นการซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เพราะบางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการซื้อขายล่วงหน้า แต่พอไปดูในข้อเท็จจริงแล้ว อาจจะไม่ใช่อย่างนั้น บางอย่างดูไม่ใช่ แต่ดูแล้วอาจจะใช่ จึงไม่สามารถระบุได้ชัดเจน"
สำหรับการซื้อขายทองคำนั้น ยอมรับว่า ดูยาก โดยเฉพาะการซื้อขายออนไลน์ ส่วนการซื้อขายทองคำแล้วฝากไว้ที่ร้านทองนั้น ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นการซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ เพราะผู้ซื้ออาจจะไม่อยากเก็บไว้กับตัว เช่นเดียวกับการชำระราคาโดยมีการวางมัดจำไว้ ก็ไม่สามารถบอกได้ชัดว่าเป็นหรือไม่เป็น แต่หากมีการซื้อทองแล้ววางมัดจำ แล้วมีการหักกลบราคาซื้อขาย ก็น่าสงสัยว่าเป็นการซื้อขายล่วงหน้า แต่ก็ต้องเข้าไปพิจารณาดูเหตุและผลของแต่ละรายการ เป็นรายกรณีไป
ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะตรวจสอบ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลว่ามีใครทำธุรกรรมการซื้อขายที่ไม่ถูกต้อง โดยดูว่าเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ หากเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ก็มาดูต่อว่าผู้ประกอบการมีใบอนุญาตหรือไม่ และมาดูต่อว่าทำธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่








