'อมตะบีกริม'สนเข้าตลาดหุ้น ระดมทุน5หมื่นล.

'อมตะบีกริม'สนเข้าตลาดหุ้น ระดมทุน5หมื่นล.

"อมตะบี.กริม"เตรียมระดมทุนล็อตใหญ่อีก 5 หมื่นล้านบาท ลุยลงทุนโรงไฟฟ้า 16 แห่งภายในปี 2562 เล็งเข้าตลาดหุ้น-ตั้งอินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์

ก่อนหน้านี้ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ได้มีการระดมทุนไปแล้ว 3 หมื่นล้านบาท ล่าสุดวานนี้ (25 ก.ย.) นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ออกมาเปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะระดมเงินทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า 16 แห่ง รวม 2 พันเมกะวัตต์ภายในปี 2562

โดยส่วนที่จะระดมเงินทุนเพิ่มเติมนั้น จะมาจากส่วนทุนของผู้ถือหุ้น 1 หมื่นล้านบาท และเป็นเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์อีก 4 หมื่นล้านบาท

การระดมเงินทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทมองไว้หลายแนวทางทั้งการเข้าตลาดหลักทรัพย์ และ ออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) เพิ่มเติมอีก เป็นไปได้ทั้งการออกกองใหม่ หรือขายสินทรัพย์เข้ากองทุนเดิม คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ABPIF) ที่จะเปิดซื้อขายในวันแรกวันที่ 27 ก.ย.นี้

"บริษัทยังมีเวลาในการตัดสินใจว่าการระดมทุนครั้งใหม่จะใช้แนวทางใด เพราะเงินก้อนแรกที่ได้มา ทั้งจากการออกกองทุน และเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ เพียงพอสำหรับการใช้ลงทุนในอีก 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามบริษัทก็คงจะตัดสินใจเร็วกว่านั้นว่าจะระดมทุนด้วยแนวทางใด"

นอกจากการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (เอสพีพี) 16 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แล้ว บริษัทยังมองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ภาครัฐจะเปิดให้เอกชนประมูลสร้างโรงไฟฟ้าเอสพีพีอีกจำนวนมาก

ล่าสุด บริษัทได้ยื่นประมูลผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป บนพื้นที่โรงงานของบริษัทกว่า 1.4 พันตารางเมตร

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนจะออกไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ มีเป้าหมายเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียน ทั้งการสร้างในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และนอกนิคมฯ โดยเปิดกว้างหลากหลาย ไม่จำกัดประเภทของเชื้อเพลิง ทั้งก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินเป็นต้น

สำหรับรายได้ของกลุ่มบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 4.8 พันล้านบาท หรืออยู่ที่ 1.45 หมื่นล้านบาท และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าจัดจำหน่าย หรือ อีบิทด้า (EBITDA) เติบโตเป็น 2.04 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปีที่ผ่านมา

ส่วนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ABPIF) คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 8.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า มีอีบิทด้า อยู่ที่ 1.21 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน

ขณะที่นายสุรเดช เกียรติธนากร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการจัดจำหน่าย กล่าวว่า กองทุน ABPIF เป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจโรงไฟฟ้ากองแรกของไทย มีราคาจองซื้อที่ 10.50 บาทต่อหน่วย ขนาดกองทุนอยู่ที่ 6.3 พันล้านบาท จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 27 ก.ย. ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี เพราะมีผลตอบแทนที่แน่นอน เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อย

"ภาวะตลาดที่ผันผวน ไม่กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการซื้อขายวันแรกของกองทุน นอกจากนี้ยังมองว่าตลาดผันผวนเป็นโอกาสที่ทำให้กองทุนน่าสนใจมากขึ้น เพราะนักลงทุนจะใช้เป็นทางการเลือกในการบริหารความเสี่ยง และเลือกลงทุนระยะยาว"

ทั้งนี้ กองทุน ABPIF มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 2 ครั้ง ซึ่งจากการประมาณการกำไรสุทธิของกองทุนตามที่เปิดเผยข้อมูลในหนังสือชี้ชวน คาดว่าในปีแรกนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนรวมประมาณ 15.71% โดยแบ่งเป็นเงินปันผลจากการลงทุนประมาณ 7.55% และการคืนเงินลงทุนอีกประมาณ 8.16% โดยกองทุนจะทยอยคืนเงินลงทุนให้นักลงทุนโดยการลดทุนทุกปี ผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากเงินปันผล เป็นเวลา 10 ปี ส่วนผลตอบแทนในปีถัดไปก็คงไม่แตกต่างกับปีนี้มาก