"กิตติรัตน์"เผยยอดหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่1.4ล้านล้านบาท ย้ำไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน แจงผลงาน1ปีด้านเศรษฐกิจ เหมาะสม-มีเสถียรภาพ
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการนัดประชุมเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณารับทราบรายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปีที่ 1 ระหว่างวันที่ 23 สค. 54 - 23 ส.ค. 55 ว่า การดำเนินงานของครม.ในด้านเศรษฐกิจภาพรวม จะพบว่าที่ผ่านมาประเทศบริหารงบประมาณในลักษณะขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหาร ตั้งใจว่าในปี 2560 จะทำงบประมาณให้เกิดความสมดุล สำหรับความกังวลของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อตัวเลขหนี้สาธารณะ ยืนยันว่าขณะนี้เรามีระดับหนี้ที่คิดเป็นเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวไม่ได้เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน เพราะหากเทียบกับตัวเลขจีดีพีจะอยู่ที่ร้อยละ 8 เท่านั้นอย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้เผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภาวะอุทกภัย แต่เมื่อเทียบจีดีพีและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจพบว่าในปี 2555 มีอัตราการขยายตัวถึงร้อยละ 6.5 และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถือว่าอัตราการขยายตัวสูงขึ้น
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลด้านการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย พบว่ามีแนวทางเพิ่มรายได้มีอัตราการขยายตัวที่เหมาะสม มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะการรักษาอัตราการจ้างงาน ช่วงที่เกิดอุทกภัยรุนแรง อัตราการจ้างงานยังจ้างงานเต็มที่ และมีอัตราการว่างงานที่ต่ำ ส่วนการส่งเสริมการท่องเที่ยวพบว่าก่อนหน้านั้นมียอดนักท่องเที่ยวในประเทศเพียง 20 ล้านคนต่อปี แต่ปี 2555 พบยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นถึง 22ล้านคน สำหรับนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ เป็น 300 บาท คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านและให้มีผลแล้วรวมมถึงการปรับฐานเงินเดือนให้กับภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ
ส่วนการยกระดับสินค้าราคาเกษตรได้มีการดำเนินการอย่างเหมาะสม ส่วนการลดหนี้และดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรรายย่อย ได้ดำเนินการจนเป็นผลให้เกษตรกรมีแนวโน้มชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้ ด้านการสร้างรายได้เข้ารัฐ นั้นได้มีการขยายฐานภาษีทำให้รายรับของรัฐเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนการลดรายจ่ายด้วยการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ทำให้น้ำมันดีเซล อยู่ในระดับไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร นอกจากนั้นรัฐบาลได้กำหนดการควบคุมสินค้าไปจำนวน 42 รายการ และมีการตรึงราคาสินค้าอีก 140 รายการทำให้สินค้าที่สำคัญมีราคาลดลง
"การดำเนินการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้ภาคธุรกิจมีการชำระภาษีอย่างตรงไปตรงมา สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในอาเซียน และระดับโลก ส่วนโครงการบ้านหลังแรก รถยนต์คันแรกได้สร้างโอกาสให้ประชาชนให้มีสินทรัพย์ที่สำคัญในชีวิต เป็นการลงทุนเพิ่มคุณภาพชีวิตระยะยาว และทำให้ประชาชน จำนวน 1ล้านคนเป็นเจ้าของสินทรัพย์ได้ ส่วนการบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการประกาศหลักเกณฑ์ราคากลาง และราคาการจัดซื้อจัดจ้างทุกชนิต ได้ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 55 "นายกิตติรัตน์ กล่าว








