ธปท.เตือนตลาดเงินผันผวนจากเฟดเริ่มปรับนโยบาย ทางป้องกันต้องดูแลตัวเอง แนะกู้เงินนอกมากระวัง ต้องป้องกันความเสี่ยง "หุ้น-เงิน-ทอง"เด้งรับ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเตือนให้ระมัดระวังการกู้หนี้ต่างประเทศมากเกินไป โดยเฉพาะที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากตลาดเงินยังมีความผันผวนจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
เฟด ดำเนินมาตรการคิวอีมาตั้งแต่เดือนก.ย. 2555 ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในวงเงิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (เอ็มบีเอส) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมกัน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือนเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งสัญญาณจากเฟดต่อคิวอี ได้ส่งผลให้ตลาดเงินผันผวนอย่างมากจากเงินทุนเคลื่อนย้าย
ในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค. ที่ผ่านมา เฟดได้ส่งสัญญาณทยอยลดคิวอี ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนักจากการถอนเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่มีความเคลื่อนไหวผันผวนทั้งตลาดเงินและตลาดทุน
"เงินทุนเคลื่อนย้ายค่อนข้างผันผวนในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลังจากที่เฟดส่งสัญญาณลดขนาดคิวอีลง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า ตลาดเกิดใหม่กำลังมีปัญหาขึ้น ทำให้นักลงทุนพากันเทขายสินทรัพย์ต่างๆ ในตลาดเหล่านี้ออกมาโดยไม่ได้มองถึงปัจจัยพื้นฐานแต่ละประเทศ" นายประสาร กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวอีกว่าแต่หลังจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์ออกมามาก ก็เริ่มกลับมาวิเคราะห์ว่าในบรรดาตลาดเกิดใหม่เอง แต่ละประเทศมีปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน บางประเทศที่พื้นฐานเศรษฐกิจยังดี นักลงทุนเหล่านี้ก็เริ่มกลับมาลงทุนใหม่
นายประสาร ยอมรับสถานการณ์เหล่านี้ บางส่วนไม่สามารถควบคุมได้ แต่บางส่วนเราก็สามารถคุมได้ ดังนั้นในส่วนที่คุมได้ ก็ต้องพยายามบริหารจัดการให้ออกมาดีที่สุด คือ พยายามทำให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดี มีภูมิต้านทานรับมือกับความผันผวนในตลาดการเงินที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งไม่เปิดความเสี่ยง โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงเอาไว้
"ส่วนที่คุมไม่ได้ ก็คือ การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอื่นๆ ซึ่งเราคงไม่บังคับเขาคงไม่ได้ ดังนั้น เราก็ต้องกลับมาดูแลตัวเอง ไม่เปิดความเสี่ยง ซึ่งต้องคอยพยายามเตือนเป็นระยะว่า ให้ระมัดระวัง อย่ากู้หนี้ต่างประเทศมากเกินไป และที่ผ่านมาเราก็มีการทดสอบอย่างใกล้ชิด โดยทำผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการดูที่ตัวธนาคารพาณิชย์เอง หรือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์"นายประสาร กล่าว
'ประสาร'ชี้เฟดลดคิวอีแบบ 'ค่อยเป็นค่อยไป'
นายประสาร กล่าวอีกว่า กำลังรอดูผลการพิจารณาของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่า จะมีมติในเรื่องมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อย่างไร ซึ่งในส่วนของ ธปท. เชื่อว่า เฟด คงไม่มีมติใดๆ ที่ผิดไปจากการคาดการณ์ของตลาดอย่างมาก (บิ๊กเซอร์ไพรส์) เพราะที่ผ่านมา เฟด ได้ยืนยันมาตลอดว่าการลดมาตรการคิวอี จะดำเนินในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป
"ผมคิดว่าคงไม่ถึงขนาดที่จะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ เพราะเขาพูดไว้ชัดก่อนหน้าว่า การบริหารมาตรการคิวอีขาออกหรือขาลดลง เขาจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และเท่าที่ได้ฟังความเห็นของสมาชิกเอฟโอเอ็มซีบางท่าน ทั้งโดยตรงจากการพบปะกันในงานสัมมนาต่างประเทศ หรืออ่านผ่านสื่อ ก็ค่อนไปในทางว่า แม้จะถอยก็เป็นการลดจำนวนการเข้าซื้อเพียงแค่เล็กน้อย"นายประสาร กล่าว
ศก.สหรัฐยังแย่ชี้ไม่มีบิ๊กเซอร์ไพรส์
นายประสาร กล่าวว่า ตลาดเงินคาดการณ์กันว่าเฟดจะลดคิวอีลงประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หมายความว่าเงินที่เฟดนำไปซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (เอ็มบีเอส) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จะลดลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าเงินยังคงเข้าสู่ระบบเดือนละ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือในอีกความหมายหนึ่ง คือ ปริมาณเงินในระบบก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ดี แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในปริมาณที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า เฟดอาจยังไม่ตัดสินใจรีบลดปริมาณคิวอีลงในเร็วๆ นี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ถือเป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเงินเล็กๆ (สมอล เซอร์ไพรส์) ได้เช่นกัน เพราะเท่าที่ดูตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวของสหรัฐก็ยังไม่ได้เข้มแข็งมากนัก
"ผมมองว่าคงไม่มี บิ๊กเซอร์ไพรส์ แต่ก็อาจจะมี สมอลเซอร์ไพรส์ ได้เช่นกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น สาเหตุเพราะตอนหลังยังมีตัวเลขบางตัวที่ไม่เข้มแข็งมากนัก ดังนั้นถ้าจะมีสมอลเซอร์ไพรส์ก็เป็นเรื่องปกติ"นายประสาร กล่าว
หุ้นเอเชียอ่อนตัว-ลุ้นสัญญาณเฟด
ตลาดหุ้นเอเชียยังคงวิตกก่อนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งอาจเริ่มปรับลดมาตรการกระตุ้นทางการเงินลงเล็กน้อย ขณะจับตาต่อสัญญาณบ่งชี้การคุมเข้มนโยบายจากเฟด
นักวิเคราะห์คาดว่า เฟดจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการปรับลดวงเงินของโครงการซื้อสินทรัพย์ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็จะหาทางทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่า เฟดจะยังไม่ดำเนินมาตรการคุมเข้มทางการเงินในเร็วๆ นี้
หลังจากมีการคาดการณ์มานานหลายเดือนเกี่ยวกับความตั้งใจของเฟด นักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่มีความระมัดระวังก่อนการประกาศมติของเฟด โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอ สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น ปรับตัวลง 0.2% ขณะที่หุ้นฮ่องกงลบ 0.2% เช่นเดียวกันกับหุ้นออสเตรเลีย
ดัชนีนิกเคอิสวนกระแสพุ่งขึ้น 1.35% หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุด นับตั้งแต่ปลายเดือนก.ค.
นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า เฟดจะปรับลดโครงการซื้อสินทรัพย์ ลง 1.0-1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และจะยุติโครงการภายในกลางปีหน้า แต่กรอบเวลาก็จะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ตลาดอาจจะมีปฏิกิริยามากกว่านี้ ถ้าหากเฟดปรับลดโครงการลงมากกว่านั้น เนื่องจากจะทำให้ตลาดปรับตัวรับการเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด และจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ซึ่งต้องพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศในการลดยอดขาดดุลบัญชี เดินสะพัด
เก็งเฟดลดคิวอีน้อย-เงินเอเชียแข็ง
วานนี้ (18 ก.ย.) สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้น โดยริงกิตอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดมาตรการกระตุ้นทางการเงินลงเพียงเล็กน้อย
แรงซื้อจากกองทุนหนุนริงกิตดีดตัวสู่ระดับ 3.2300 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. แต่ริงกิตก็อ่อนค่าลงบ้างจากแรงซื้อดอลลาร์ของกลุ่มผู้นำเข้า
ดอลลาร์ไต้หวันแข็งขึ้นจากแรงซื้อของกลุ่มผู้ส่งออกเพื่อชำระบัญชีก่อนวันหยุดยาว และจากมุมมองที่ว่า ดอลลาร์สหรัฐอาจจะร่วงลง ถ้าหากเฟดลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรลง 1.0 หมื่นล้านดอลลาร์
ตามความคาดหมาย ส่วนเปโซดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 สัปดาห์จากการคาดการณ์ต่อเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น
บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าตามภูมิภาค
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ตามสกุลเงินภูมิภาค โดยตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อการลดวงเงิน ในมาตรการผ่อนคลายคิวอีของสหรัฐ แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยดังกล่าวต่อไป
ริงกิตพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 สัปดาห์ในวันนี้ นำสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแข็งค่าขึ้น ขณะที่นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดมาตรการกระตุ้นทางการเงินลงเพียงเล็กน้อย
บาทต่อดอลลาร์ช่วงท้ายตลาด อยู่ที่ 31.67/69 แข็งค่าจาก 31.71/73 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.65/70 จาก 31.69/73 ในช่วงเช้า
ราคาทองคำร่วงหลุด 2 หมื่นบาท
ราคาทองคำสวนทางกับค่าเงินและตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนหันมาซื้อสินทรัพย์เสี่ยง หลังคลายความกังวลเฟดลดคิวอี ซึ่งราคาทองคำโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งในประเทศปรับลงต่ำกว่า 20,000 บาทต่อบาททองคำ
หลังความกังวลต่อการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ กดดันให้ทองคำตลาดโลกปรับลงมาอยู่ต่ำกว่า 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์
ราคาทองสปอตที่ตลาดสหรัฐร่วงลงวานนี้ โดยได้รับแรงกดดันจากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำของสหรัฐ และนักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟด จะประกาศปรับลดคิวอี
โกลด์แมน แซคส์ คาดว่า ราคาทองจะทรงตัวในระยะใกล้นี้ แต่อาจลงไปแตะจุดต่ำสุดใหม่ในปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้น และเฟดมีความจำเป็นน้อยลง ในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้านกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คงปริมาณการถือครองทองคำไว้ที่ 911.12 ตัน เมื่อวานนี้
ด้านบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส ระบุว่า ราคาทองยังเคลื่อนไหวแดนลบ หลังจากไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,320 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแรงขายที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่า การประชุมเฟด
ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าทองคำ รายงานว่าราคาทองคำปรับขึ้นและลง 6 ครั้งในระหว่างวัน โดยราคาสุดท้าย ทองคำแท่งรับซื้อคืน 19,450 และขายออก 19,500 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อคืน 19,126.24 และขายออก 19,950 บาทต่อบาททองคำ









