ตลาดหลักทรัพย์ฯปล่อยโบรกเกอร์ควบคุมการซื้อขายหุ้นผ่านพร็อพ เทรดกันเอง ระบุเป็นเรื่องไม่ควรแทรกแซง เชื่อมาตรการดูแลไม่กระทบมูลค่าซื้อขาย
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เรื่องการควบคุมการซื้อขายหลักทรัพย์ของบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (พร็อพ เทรด) นั้น ตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าควรปล่อยให้บริษัทหลักทรัพย์ดูแลกันเอง ซึ่งเชื่อมั่นว่าเกณฑ์กำกับดูแลกันเอง หรือ Self Regulator Organization จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ไม่ทำให้เกิดการแทรกแซง อีกทั้งยังมีสมาคมบริษัทหลักทรัพย์เป็นแกนกลางด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่าการควบคุมบัญชีซื้อขายบริษัทหลักทรัพย์จะไม่ทำให้มูลค่าการซื้อขายปรับตัวลดลง และที่ผ่านมาพอร์ตบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ก็ไม่ได้มีการซื้อขายถึงระดับวงเงิน 75% อยู่แล้ว
"เรื่องความเหลื่อมล้ำของพอร์ตโบรกเกอร์กับนักลงทุนรายอื่นๆ อันนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเราให้สิทธิกับทางโบรกเกอร์ไปจัดการกันเองว่าต้องคิดค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ที่จะไม่เอาเปรียบนักลงทุนรายอื่น ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการให้บรรดาโบรกเกอร์บริหารจัดการกันเอง ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง"นายจรัมพรกล่าว
ปัจจัยจากการประกาศมาตรการคิวอี 3 รอบนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก ส่วนตัวเชื่อว่าจะส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงเดือนพ.ค. ที่มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นค่อนข้างมาก ทั้งนี้ มูลค่าการซื้อขายในเดือนพ.ค. 2556 จำแนกตามกลุ่มนักลงทุนพบว่า นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 3,356 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 2,913 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 5,147 ล้านบาท และนักลงทุนภายในประเทศ ซื้อสุทธิ 4,704 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่องจากนี้ไป ยังคงเป็นเรื่องการลดวงเงินของมาตรการคิวอี และการพิจารณาวาระการประชุมของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจะมีวาระเรื่องพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งประเมินว่าหากมีความแน่นอนเกิดขึ้น ก็จะส่งผลบวกกับตลาดหุ้นไทย แต่ถ้ายังคงไม่แน่นอนปัจจัยดังกล่าวก็ยังคงกดดันตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
ด้านความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวานนี้ (17 ก.ย.) ดัชนีปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,443.78 จุด ลดลง 1.33 จุด หรือ 0.09% ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1,450.45 จุด และต่ำสุดที่ 1,435.91 จุด มูลค่าการซื้อขาย 45,756 ล้านบาท โดย นักลงทุนต่างชาติ มียอดซื้อสุทธิ 863.26 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 613.73 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 651.96 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 2,128.95 ล้านบาท
นางสาวธีระดา ชาญยิ่งยงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์วานนี้ แกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากนักลงทุนกำลังเฝ้ารอปัจจัยบวกใหม่ๆ ที่จะเข้ามากระตุ้นตลาดหลังจากที่ปรับเพิ่มขึ้นไปมากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันรอความชัดเจนเรื่องผลประชุมมาตรการคิวอีที่ธนาคารกลางสหรัฐประชุมในวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะประกาศลดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจลง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากเป็นดังคาด ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะตอบรับที่ระดับ 1,430-1,450 จุด
อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขการลดวงเงินต่างจากที่คาดการณ์ โดยลดวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพียง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ดัชนีจะตอบรับในทางบวกในระยะสั้นทันที และหากลดวงเงินมากถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ประเมินว่าดัชนีจะขยับลดลงมาอยู่ที่ 1,360 จุด








