"แบงก์ชาติ"จัดงาน"ซิมโพเซียม"ประจำปี 56 หวังจุดประกาย วางรากฐานเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน "ไพบูลย์"เชื่องานนี้ตอบโจทย์ประเทศไทย
ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา "เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม" ได้ประกาศผลการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันประจำปี 2556 โดย "ไทย" ได้รับการจัดให้ดีขึ้น 1 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 37 จากทั้งหมด 148 ประเทศ มองผิวเผินดูอาจน่าภูมิใจที่ "ศักยภาพ" เราดีขึ้น แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แล้ว คงทำให้ประเทศไทยต้องหันมาถามตัวเองอย่างหนักๆ ว่า "เราทำอะไรกันอยู่"
อินโดนีเซีย ได้รับการปรับอันดับให้ดีขึ้น 12 อันดับ มาอยู่ที่ 38 จ่อท้ายไทยเพียงแค่อันดับเดียว ส่วนฟิลิปปินส์ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 59 ดีขึ้นมา 6 อันดับ ขณะที่เวียดนามปรับขึ้นมาอยู่ที่ 70 ดีขึ้น 5 อันดับ นอกจากนี้ ลาวและพม่า ยังขึ้นมาติด 1 ใน 148 อันดับเป็นครั้งแรก โดยลาวอยู่อันดับที่ 81 และ พม่าอยู่ที่ 139
อันดับที่ดีขึ้นอย่างมากของประเทศเหล่านี้ เป็นผลจากการเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ รวมทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพในตลาดแรงงาน ตลอดจนการเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ...ทั้งหมดนี้ใช่ว่า "คนไทย" จะไม่รู้!
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกันที่ ในวันที่ 19 และ 20 ก.ย.นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ จัดงานสัมมนาวิชาการ หรือ "ซิมโพเซียม" ประจำปี 2556 โดยเลือกหัวข้อ "วางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย"
..เพราะแบงก์ชาติ มองแล้วว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้อง "ทบทวน" ตัวเองว่า การเติบโตในปัจจุบัน "ยั่งยืน" และมี "คุณภาพ" เพียงใด รวมทั้ง "โครงสร้าง" ที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตในระยะข้างหน้าควรเป็นอย่างไร
งานซิมโพเซียมของแบงก์ชาติปีนี้ ต้องยอมรับว่าแตกต่างจากทุกปี ตรงที่ผู้นำเสนองานวิจัย ส่วนใหญ่เป็น “คนนอก” แบงก์ชาติแทบทั้งสิ้น สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวานผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า เป็นเพราะแบงก์ชาติไม่ต้องการผูกขาดความรู้และความเห็นต่อเรื่องเหล่านี้ ซึ่งบางเรื่องต้องยอมรับว่า คนนอกก็มีความชำนาญไม่แพ้คนในแบงก์ชาติเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากเปิดเวทีความคิด เชิญนักวิชาการ-นักเศรษฐศาสตร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กัน
การเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดในลักษณะนี้ "ไพบูลย์" เชื่อว่า เป็นเรื่องดี เพราะทำให้เราได้ทบทวนบทบาทของตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจมองภาพเศรษฐกิจเพียงช่วงสั้นๆ โดยไม่ได้มองภาพระยะยาว ...หรือเรามัวแต่มองด้าน "อุปสงค์" แต่ลืมมองด้าน “อุปทาน” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มา ที่แบงก์ชาติเลือกหัวข้อนี้ในงาน ซิมโพเซียม ประจำปี 2556
"สังเกตไหมว่า เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจ เรามักมุ่งไปที่ระยะสั้นว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะโตได้ 4% หรือไม่ การบริโภค การใช้จ่าย การลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐ รวมไปถึงการส่งออกเป็นอย่างไร เรามัวแต่มองภาพระยะสั้น หรือมองแต่ด้านอุปสงค์ว่า ประชาชนมีกำลังซื้อหรือไม่ การบริโภคชะลอลงเพราะอะไร ทำยังไงให้เงินค้างท่อของภาครัฐจะเบิกจ่ายได้เร็วขึ้น เพื่อทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดี โดยที่เราลืมมองไปว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของเรามีปัญหาหรือไม่"
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น "ไพบูลย์" เชื่อว่า อาจเพราะเวลาพูดถึงเศรษฐกิจระยะยาวแล้วมันไม่ “เซ็กซี่” เท่ากับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะกว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลา คนจึงให้ความสำคัญน้อย แต่ถ้าเราดูดีๆ จะเห็นว่า เวลานี้มันมี “ข้อจำกัด” ทางด้าน “อุปทาน” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างที่เห็นชัดสุด คือ "แรงงาน" ซึ่งเวลานี้มีข้อจำกัดทั้งด้าน "ปริมาณ" และ "คุณภาพ" อย่างมาก จะเห็นว่าทักษะแรงงานของไทยในเวลานี้ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดมากนัก ทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งบทวิจัยชิ้นหนึ่งของงาน ซิมโพเซียม ในครั้งนี้ จะมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกันว่าเราควรทำอย่างไรเพื่อปลดล็อกปัญหาดังกล่าวลง
"งานสัมมนาในครั้งนี้ คงชี้ให้เห็นได้ว่า ถ้าจะให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูงได้ต่อเนื่องในอนาคต เราต้องทำอะไรบ้าง ถามว่าขนาดเราโตในระดับปัจจุบันนี้ อัตราการว่างงานของเรายังต่ำเพียง 0.6% เท่านั้น แล้วถ้าจะให้โตมากกว่านี้ เราจะเอาแรงงานจากไหน ซึ่งเปเปอร์หนึ่งของงานครั้งนี้ จะมีการบอกว่า เราควรคิดถึงวิธีการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมอย่างไร ไม่ใช่คิดแต่จะใส่ปัจจัยการผลิตเข้าไปมากๆ อย่างเดียว เพราะเราควรคำนึงถึงการสร้างกลไกการแข่งขัน การวางกติกา เพื่อนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย"
อีกบทความหนึ่งที่ พยายามจะบอกในงานสัมมนาครั้งนี้ คือ "บทบาท" ของ "ภาครัฐ" ในการวางกรอบการแข่งขันในตลาด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพให้เอกชนมีแรงจูงใจปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน ปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความคุ้มครองกับผู้บริโภคด้วย
"สัมมนาครั้งนี้จะบอกด้วยว่า ที่ผ่านมามีปัญหาหรือไม่ มองไปข้างหน้าเป็นอย่างไร เพราะความจริงในภาคธุรกิจ ควรต้องให้เอกชนเป็นคนนำ และรัฐทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุน หรือสร้างสภาพแวดล้อม อำนวยความสะดวกในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เว้นแต่บางอุตสาหกรรมที่ตลาดอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ภาครัฐก็สามารถเข้ามาเติมเต็มได้"
นอกจากนี้ อีกมิติหนึ่งที่สำคัญ คือ "การกระจายรายได้" ที่ผ่านมาในเชิงเศรษฐกิจอาจถูกมองข้ามไปว่า มันมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย ยกตัวอย่างเช่น ลูกคนจนในชนบท บางคนอาจมีสติปัญญาที่ดีกว่าลูกคนรวย เพียงแต่เข้าไม่ถึงโอกาสในการศึกษา ถ้าเขาได้รับโอกาส ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม เขาอาจจะกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นอย่างดีก็ได้
ไพบูลย์ บอกว่า การที่เขาขาดโอกาส ก็ไม่ต่างจากการมีเพชรแต่ไม่ได้รับการเจียระไนทำให้เกิดคุณค่า ซึ่งของพวกนี้ก็ทำให้การเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาวด้อยลงไปด้วย
สำหรับบทความสุดท้ายของ ซิมโพเซียม ปีนี้ เป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรมในสังคมไทย เป็นปัจจัยเชิงสถาบัน ซึ่งที่ผ่านมาเรามักให้ความสำคัญน้อย แต่บทความนี้จะบอกว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยระยะยาวอย่างไร มีพลวัตช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไร ทั้งหมดนี้หาคำตอบได้ในงานซิมโพเซียมประจำปี 2556 ซึ่งน่าจะช่วยตอบโจทย์ได้ว่า เหตุใดขีดความสามารถการแข่งขันไทยจึงโตน้อยกว่าภูมิภาค








