วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข่าวดีท่วมหนุน'หุ้น-เงิน'โลกพุ่ง

หุ้น-เงินเอเชียพุ่งแรง หลัง'ซัมเมอร์ส'ประกาศถอนตัวชิงประธานเฟด นักลงทุนคาดประชุม 17-18 ก.ย. เดินหน้าผ่อนคลายนโยบาย

ดอลลาร์ร่วงลง ขณะที่พันธบัตรและหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นวานนี้ (16 ก.ย.) หลังจากนายลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศถอนตัวจากการชิงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มที่เฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป

เฟด จะเริ่มประชุมในวันนี้ (17 ก.ย.) โดยใช้เวลาสองวัน ในวันอังคารและพุธนี้ เพื่อพิจารณาว่าจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์จากอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนเมื่อไรและในวงเงินเท่าไร

ข่าวการถอนตัวของนายซัมเมอร์ส ทำให้นักลงทุนหันมาซื้อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก จากคาดการณ์ว่านโยบายการเงินของเฟดจะเป็นแบบผ่อนคลายต่อไป

เช่นเดียวกับตลาดหุ้นยุโรปพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีในช่วงเปิดตลาดวานนี้ โดยดัชนี FTSEurofirst 300 ของหุ้นกลุ่มบลูชิพทั่วยุโรป บวก 0.6% มาที่ 1,258.15 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2551

นักลงทุนเข้าซื้อหุ้น ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐและรัสเซียเพื่อทำลายอาวุธเคมีของซีเรีย โดยจะช่วยขจัดความเสี่ยงจากการโจมตีของสหรัฐต่อซีเรีย ประกอบกับปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปเริ่มกระเตื้องขึ้น ส่งผลให้เป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแข็งค่าขึ้น โดยรูปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือนวานนี้ (16 ก.ย.) จากข่าวนายซัมเมอร์ส

รูปีพุ่งแตะระดับ 62.45 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุด นับตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. แต่รูปีก็อ่อนค่าลงบ้าง ขณะที่ดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ จากแรงซื้อคืน ส่วนบาทแข็งค่าขึ้นตามหุ้นและพันธบัตรไทยที่พุ่งขึ้น

เปโซ ปิดตลาดที่ 43.61 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุด นับตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. จากแรงซื้อของกองทุนต่างประเทศ

นักวิเคราะห์กล่าวว่า หาก เฟดปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรลง 1.0 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามที่ตลาดคาดไว้ โดยที่ไม่แสดงท่าทีคุมเข้มมากเกินไป ตลาดก็อาจจะพยายามซื้อสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป

ค่าบาทแข็งค่า ชี้แกว่งตัวรอผลเฟด

สำหรับค่าเงินบาทต่อดอลลาร์พุ่งขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยทะยานขึ้นมากกว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาค และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ 10 ปีร่วงลง แต่บาทถูกสกัดการแข็งค่า ขณะที่คาดว่ากลุ่มผู้นำเข้าซื้อดอลลาร์เพื่อการชำระเงิน

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า วานนี้ค่าเงินบาทผันผวนขึ้นลง โดยเปิดตลาดที่ระดับ 31.72-31.74 บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นไปถึง 31.65 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะมาปิดตลาดที่ระดับ 31.71-31.73 บาทต่อดอลลาร์

"ตลาดคลายกังวลเรื่องยกเลิกคิวอี ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และค่าเงินภูมิภาคแข็งค่าขึ้น โดยในระยะนี้เงินบาทยังมีโอกาสแกว่งตัวได้มาก เพื่อรอผลการประชุมเฟด คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.45-31.80 บาทต่อดอลลาร์"

'กิตติรัตน์'ลดคิวอีส่งผลดีระยะยาว

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าหากมองในแง่มุมระยะยาว ถือว่าเป็นข่าวดี เพราะระบบเศรษฐกิจเอเชียรวมถึงไทยจะได้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง แต่อาจจะทำให้ตลาดทุนมีความผันผวน ซึ่งเป็นกลไกของการเก็งกำไรระยะสั้น

"ตลาดทุนเกิดความผันผวน ก็เป็นกลไกในการเก็งกำไรกัน แต่การลดคิวอี เพราะเศรษฐกิจสหรัฐและตะวันตกเริ่มดีขึ้น ค่าเงินของเราอ่อนลงก็ดี ซึ่งที่จริงแล้ว เงินที่ไหลออกก็เป็นเงินที่ไม่ควรไหลเข้ามาตั้งแต่ต้น"

'ศุภวุฒิ'ฟันธงแนวโน้มบาทอ่อนค่า

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โอกาสที่เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าเหมือนในอดีตคงมีไม่มาก เพราะช่วงที่ผ่านมาการส่งออกของไทยทำได้ไม่ดีนัก และดุลบัญชีเดินสะพัดเองก็เริ่มเป็นยอดขาดดุล ซึ่งตรงนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางค่าเงินบาทในอนาคต

"ตัวแปรสำคัญในการกำหนดค่าเงินบาท ก็คือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะเป็นตัวส่งเสริมในเรื่องการไหลเข้าไหลออกของเงินทุน ซึ่งเท่าที่ดูตัวเลขในปัจจุบันแล้ว แนวโน้มที่เงินบาทจะอ่อนค่ามีมากกว่าที่จะกลับมาแข็งค่า"นายศุภวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ อีกหนึ่งตัวที่ทำให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลง คือ การลดมาตรการผ่อนคลายคิวอี ของเฟด ซึ่งแม้ระยะสั้นนักลงทุนอาจมองว่า เฟด ลดขนาดของคิวอีลงเพียง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน แต่แนวโน้มระยะยาวแล้ว ยังไงเฟดก็คงลดขนาดของมาตรการคิวอีลงจนหมดอยู่ดี ซึ่งทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินลดลงตามไปด้วย

"ตอนนี้สถานการณ์โดยรวมดูดีขึ้น เพราะความกังวลเรื่องการลดคิวอี ถือว่าลดลงไปมากตั้งแต่ ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อดีต รมว.คลังสหรัฐ ขอถอนตัวจากการลงชิงชัยในตำแหน่งประธานเฟด ทำให้เชื่อกันว่า เจเน็ท เยลเลน รองประธานเฟด ซึ่งเป็นแคนดิเดทอีกหนึ่งคนน่าจะได้รับการเสนอชื่อ นักลงทุนจึงเชื่อกันว่า จะช่วยให้การลดทอนคิวอีลงเป็นไปอย่างราบรื่น"นายศุภวุฒิ กล่าว

คาดดอกเบี้ยพันธบัตรจ่อปรับขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า สุดท้ายแล้วเฟดจะลดมาตรการคิวอีลงอย่างไร และเมื่อไร คงต้องรอดูผลการประชุมในวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ว่า เฟดจะมีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร ซึ่งหลายคนเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะจบลงกลางปีหน้า หรือไม่ก็ไตรมาส 3 ของปีหน้า

ส่วนทิศทางของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของไทยนั้น นายศุภวุฒิเชื่อว่า มีโอกาสที่จะปรับขึ้นแตะระดับ 5% ได้ในปลายปีหน้า จากปัจจุบันที่ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ 4.2% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางของผลตอบแทน (ยีลด์) การลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ

"โดยปกติแล้ว ยีลด์ บอนด์ของไทย มักมีสถิติการเคลื่อนไหวที่เป็นไปทิศทางเดียวกับยีลด์บอนด์สหรัฐ อย่างช่วงที่ผ่านมาของเราก็ขึ้นจากระดับ 3.2% มาอยู่ที่ 4.2% ซึ่งทาง เมอร์ริล ลินช์ มีการมองว่า ยีลด์บอนด์ของสหรัฐ มีแนวโน้มว่าจะขึ้นไปแตะที่ 4% ในปลายปีหน้า และโดยปกติแล้วยีลด์บอนด์ของไทย ก็มักจะสูงกว่าของยีลด์บอนด์สหรัฐประมาณ 1% ดังนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจได้เห็นยีลด์บอนด์ที่ 5% ในปลายปีหน้า"นายศุภวุฒิ กล่าว

กสิกรคาดเฟดทยอยลดคิวอี

ด้าน นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเฟดจะทยอยลดขนาดคิวอีอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ต่อเดือนลงไปที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จาก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และเชื่อว่าเฟดจะยังคงดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0-0.25% ต่อเนื่องไปอีกสักระยะหนึ่ง และอาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2557

ทั้งนี้ ตลาดเงินทั่วโลกได้รับข่าวการชะลอมาตรการคิวอีมาระยะหนึ่งแล้ว เห็นได้จากค่าเงินที่อ่อนค่าลงโดยเฉพาะค่าเงินของประเทศที่ยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย ที่ค่าเงินอ่อนค่าแล้ว 13.2% 13.1% 7.0% และ 6.3% โดยจะต้องจับตาดูว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ที่จะมีผลต่อการคาดการณ์คิวอี

ในส่วนค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีอ่อนค่าลงแล้ว 4.0% ในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะยังเห็นความผันผวนขึ้นลงได้ประมาณ 6%

"ค่าเงินบาทในช่วงนี้เก็งได้ยาก และผันผวนมากขึ้น ปีนี้ทั้งปีจะเห็นความผันผวนประมาณ 6% เทียบกับปีก่อนที่ผันผวนประมาณ 4.4% โดยเมื่อไตรมาส 2 เงินบาทแข็งค่าถึง 28.50 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนค่าไปถึง 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนปี 2557 คาดว่าความผันผวนจะลดลงมาอยู่ที่ 4.5% ซึ่งเป็นระดับปกติ"

มั่นใจไทยรับมือเฟดถอนคิวอีได้

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยเชื่อว่าสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจไทยจะมีเพียงพอรองรับการไหลออกของเงินทุนแบบฉับพลันในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากมาตรการคิวอีมีการยกเลิกจริง โดยประเมินจากยอดการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติที่ ณ เดือนส.ค. 2556 มียอดรวมอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท

ขณะที่สภาพคล่องส่วนเกินของเงินบาท มีประมาณ 1 ล้านล้านบาท ส่วนสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐ มีอยู่ถึง 9 แสนล้านบาท จึงถือว่าเพียงพอรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้แม้โอกาสเกิดขึ้นจะมีไม่มากนักก็ตาม

นายเชาว์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว และยุติภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจแล้ว โดยศูนย์วิจัยคาดว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3-3.8% และได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 เหลือ 3.7% โดยมีกรอบคาดการณ์ใหม่ที่ 3.5-4.0% จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ระดับ 4.0%

ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 2557 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.5% โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากโครงการภาครัฐและการส่งออกที่ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลก

ไทยพาณิชย์กดจีดีพีปีนี้เหลือ 3.4%

ขณะที่ นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3.4% ส่วนตัวเลขการส่งออกคาดว่าจะเติบโตได้ 1.5% จากช่วง 7 เดือนแรก การส่งออกเติบโต 0.6%

"คาดว่าครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งแรก จากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท และปริมาณการสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ปกติแล้วจะเข้ามาในช่วงไตรมาส 4"

นางสาวสุทธาภา กล่าวอีกว่า ต้องจับตาดูเฟดว่าจะลดและยกเลิกมาตรการคิวอีในวันที่ 17-18 ก.ย. นี้หรือไม่ ซึ่งหากผลออกมาว่าปรับลดและกำหนดเวลาที่แน่นอน จะไม่กระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนมากนัก เนื่องจากรับข่าวมาพอสมควรแล้ว แต่หากยังไม่มีความชัดเจนและเลื่อนออกไปอีก จะส่งผลกระทบต่อความผันผวนของค่าเงินบาทอีกครั้ง ทั้งนี้ ประเมินว่าค่าเงินบาทในปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์