ประกันขนาดเล็กส่อเค้าปิดฉาก! ท่ามกลางการแข่งขันสูง คปภ.ชี้ 2 ราย เงินกองทุนติดลบ "ชัย"มองอนาคตบริษัทประกันควบกิจการมากขึ้น
เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2556 ถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ของวงการประกันวินาศภัยไทย เมื่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ประกาศคำสั่งห้าม บริษัท ยูเนี่ยน อินเตอร์ประกันภัย หยุดรับประกันภัยรายใหม่ ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ เงินกองทุนติดลบ ไม่ส่งงบการเงินให้กับคปภ.เป็นเวลา 2 ไตรมาส โดยให้เวลาฟื้นฟูกิจการให้แล้วเสร็จภายใน สิ้นธ.ค.2556
ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ ยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย เท่านั้น แต่คำถามที่ตามมาคือ จากนี้จะมีเพิ่มอีกหรือไม่ และใครจะเป็นรายต่อไป และฐานะเงินกองทุนของบริษัทอื่นเป็นอย่างไร และของทั้งอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร ขณะที่ประชาชนในฐานะลูกค้าผู้เอาประกัน ต้องทำอย่างไรบ้างจากนี้ไป
คปภ.จับตาประกันรายเล็ก
อำนาจ วงศ์พินิจวโรดม ผู้ช่วยเลขาธิการ สายพัฒนาและวิเคราะห์ระบบการตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นข้างต้น และเป็นการตอกย้ำว่า ยังมีอีก 1-2 บริษัท ที่คปภ.กำลังเฝ้าติดตามอยู่ เพราะเงินกองทุนใน 2 บริษัทนี้ถือว่าค่อนข้างปริ่มๆ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถประกาศเป็นอย่างทางการได้ แต่ได้มีการแจ้งเตือนไปยัง 2 บริษัท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเหมือนกับ ยูเนี่ยน อินเตอร์ประกันภัย
เกณฑ์ที่คปภ.กำหนดให้ดำรงเงินกองทุน คือ 140% หากบริษัทไหนมีเงินกองทุนต่ำกว่านี้ ถือว่าเข้าข่ายที่ต้องฟื้นฟู แต่จากการประมวลภาพประกันวินาศภัยไทยทั้งระบบ พบว่า ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยมีเงินกองทุนอยู่ในอัตราที่สูงกว่าเกณฑ์ที่คปภ.กำหนดเอาไว้ถึง 380% ขณะที่บริษัทประกันชีวิตทั้งระบบมีเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ที่่คปภ.กำหนดกว่า 400%
ด้านของประชาชนผู้เอาประกัน หรือ ผู้ถือครองกรมธรรม์นั้น ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะเมื่อเป็นผู้ถือครองกรมธรรม์อยู่แล้ว กฎหมายให้การคุ้มครองอยู่แล้ว ตามผลประโยชน์ที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ และหากมีข้อสงสัย หรือมีปัญหาเรื่องประกัน สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186 ได้ตลอดเวลา
อำนาจยอมรับว่า ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่คปภ.ได้สั่งให้หยุดรับประกันภัยรายใหม่ ทั้ง วิคตอรี่ประกันภัย, ส่งเสริมประกันภัย, และฟินิกซ์ประกันภัย แต่ในส่วนของ 2 บริษัทแรก ไม่สามารถฟื้นฟูกิจการได้ ทำให้ต้องเพิกถอนใบอนุญาต ส่วนฟินิกซ์ประกันภัย สามารถฟื้นฟูกิจการได้ และเปิดให้ดำเนินธุรกิจมาได้จนถึงปัจจุบันนี้ และมีเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ที่คปภ.กำหนด
รายเล็กควบรวมมากขึ้น
ความเห็นของอำนาจ สอดคล้องกับ ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้คร่ำหวอดวงการประกันมานาน ประเมินว่า ในอนาคตบริษัทประกันจะมีการควบรวมกิจการกันมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก ต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อไป หรือ จะขายกิจการให้กับคนอื่นเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไป
"การเป็นบริษัทขนาดเล็ก ย่อมทำให้มีต้นทุนดำเนินงานสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ประกอบกับบริษัทประกันวินาศภัยของไทยมีจำนวนมากเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ นอกจากนี้ยังได้ประเมินไตรมาส 4 ปีนี้ น่าจะมีบริษัทประกันวินาศภัยของไทย ต้องเพิ่มทุนอีกระลอกหนึ่ง ไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท เพราะผลกระทบจากสินไหมน้ำท่วมที่ยังไม่จบ
ด้าน กี่เดช อนันต์ศิริประภา ที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันภัยทางทะเล สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ให้ความคิดเห็นว่า จำนวนบริษัทประกันวินาศภัยของไทยมีมากถึง 62 บริษัท ถือว่ามีปริมาณมากเกินไป แนวโน้มบริษัทขนาดเล็กจะต้องควบรวมกิจการกันมากขึ้น เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี บวกกับบริษัทประกันวินาศภัยขนาดใหญ่ 10 แห่ง จะครองส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มเป็น 80% ได้ในอนาคต จากปัจจุบันครองส่วนแบ่งทางการตลาดแล้วกว่า 70%
"สมาคม มองว่าเป็นเรื่องปกติที่บริษัทประกันภัยขนาดเล็กจะต้องถูกควบรวมมากขึ้น และเมื่อพิจารณาจำนวนบริษัทประกันในปัจจุบัน ประเทศไทยมีบริษัทประกันภัยประมาณ 62 แห่ง ถือว่ามีจำนวนมากเกินไป ประกอบกับการเข้าสู่เออีซี ถ้าบริษัทเล็กๆ เหล่านี้ไม่พัฒนาให้แกร่งมากพอ ก็จะอยู่ยากมากขึ้น"
ก่อนหน้านี้ก็มีหลายบริษัท ที่มีเงินกองทุนติดลบ บางรายก็ไม่สามารถฟื้นฟูกิจการของตัวเองมาได้ ทำให้ต้องปิดกิจการไป แต่บางรายตั้งใจฟื้นฟูมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง ทำให้ผ่านมาได้และเติบโตมาได้ในทุกวันนี้
ฟินิกซ์มั่นใจเงินกองทุนแกร่ง
ธีรชัย นิธิภัทรารัตน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ฟินิกซ์ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับว่าก่อนหน้านี้เมื่อปี 2555 บริษัทเคยมีปัญหาเรื่องเงินกองทุนติดลบเช่นกัน ซึ่งช่วงนั้นเกิดความท้อเหมือนกัน แต่ไม่ถอย เพราะเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาที่ผู้ถือหุ้นใหม่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ แต่ปัญหาดังกล่าวนั้นมาพร้อมกับการเข้าไปซื้อกิจการของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ จึงจำเป็นต้องเดินหน้าฟื้นฟูกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งโชคดี ที่ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องให้โอกาส ทำให้บริษัทถูกปลดล็อกจากคปภ.เมื่อมิ.ย.2555 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ซึ่งผ่านมาได้กว่า 1 ปีแล้ว
ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว 480 ล้านบาท มีเงินกองทุนมากกว่า 160% สูงกว่าเกณฑ์ที่คปภ.กำหนดไว้ 140% มีเบี้ยประกัน ล่าสุด ณ เดือนส.ค. กว่า 160 ล้านบาท แล้ว จากเป้าทั้งปีที่ตั้งไว้ 200 ล้านบาท ขณะนี้จึงเชื่อมั่นว่าทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน โดยเน้นประกันภัยรถยนต์เป็นหลัก แถมยังรักษาอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันภัย (Loss Ratio) ต่ำกว่า 40%
ธีรชัยคิดว่าปณิธานที่แน่วแน่ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้ฟินิกซ์ประกันภัย สามารถผ่านวิกฤตมาได้และถือเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ชี้ให้เห็นว่า การเป็นบริษัทประกันขนาดเล็กสามารถที่จะผงาดอยู่ในวงการได้เช่นเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ ขอเพียงให้มีเจตนาในการทำธุรกิจอย่างจริงจัง และพร้อมปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามสิ่งที่บริษัท ฟินิกซ์ประกันภัย ได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจมาตลอด คือการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ ทำให้มีระบบออนไลน์ ในการดำเนินงาน และได้แปลงวิกฤตเป็นโอกาสมาตลอด ประกอบกับการคัดเลือกลูกค้ามากขึ้น เน้นการเติบโตระมัดระวัง ไม่เน้นเติบโตแบบผลีผลาม และยังให้น้ำหนักกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดูทิศทางตลาดต่อเนื่อง
"จากการสอบถามประชาชนทั่วไป พบว่า ภาพพจน์ของ ฟินิกซ์ประกันภัยในปัจจุบันดีขึ้นมาก เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปมากขึ้น แต่สิ่งที่ประกันขนาดเล็กจะต้องเผชิญอีกในระยะต่อไปคือ กระแสของเออีซี ที่นับวันจะมีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ดังนั้นก็ต้องเฝ้าติดตามว่าจะมีการปรับตัวอีกครั้งหนึ่งได้อย่างไรบ้าง"ธีรชัยกล่าว








