การมี Wealth เป็น Core Business กับฐานลูกค้าที่มั่งคั่งทางการเงินในไทยมากถึง 2.5 หมื่นคนเป็นทุนเดิม
บวกกับองค์ความรู้ที่สั่งสมด้านการบริหารเงินมาเป็นเวลานาน ซึ่งก็มีให้เห็นกับรูปแบบที่ดำเนินการอยุ่แล้วในซิตี้แบงก์ ต่างประเทศ อาทิ Management Associate (MA) Program เป็นหนึ่งในรูปแบบการต่อยอดแนวคิดที่จะผุดโปรแกรมใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์ "ธุรกิจ" และ "ลูกค้า" ในคราวเดียวกัน
Citi Wealth Internship Program 2013 หรือ Citi WIP โปรแกรมการเรียนรู้ที่เปิดดำเนินการมาเพียง 2 รุ่น แต่ก็มีความน่าสนใจกับการดึงห้องเรียนมาไว้กับองค์กรที่ให้บริการด้านการเงินเช่น ซิตี้แบงก์
"หากทายาทธุรกิจมีความรู้และเข้าใจตั้งแต่อายุยังน้อยจะทำให้เรียนรู้การบริหารจัดการพอร์ตของตัวเอง และกงสี (ธุรกิจครอบครัว) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ" วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เปิดเผยถึงแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการพัฒนาโปรแกรมการเรียนนี้ขึ้นในไทย
รูปแบบของการเรียน และหลักสูตร วีระอนงค์ บอกมีความแตกต่างจากหลักสูตรอบรมทั่วไปที่ยึดกับภาคทฤษฎีเป็นหลัก แต่สำหรับที่นี่มุ่งที่กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงกับธุรกิจของแต่ละคน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเข้ามาเป็นวิทยากร ทั้งที่ปรึกษาด้านการลงทุนจากซิตี้แบงก์ และวิทยากรพิเศษ อาทิ ผู้บริหาร ทายาทจาก LEE Cafe ที่จะมาร่วมกันแบ่งปันความรู้จากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้น
วัตถุประสงค์ก็เพื่อโลกทัศน์ มุมมอง และเคล็ดลับในการบริหารสินทรัพย์และการลงทุนที่มาพร้อมผลตอบแทนที่ดี การต่อยอดสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้งอกเงยและเกิดความยั่งยืน ซึ่งทายาทธุรกิจควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับทอดธุรกิจของครอบครัวต่อไป
เนื้อหาหลักสูตร ประกอบด้วย การเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน ภาพรวมการลงทุนในตลาดเงิน/ตลาดทุน การวางแผนบริหารการเงินให้เพิ่มพูน ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการลงทุน และความรู้ทางด้านวางแผนการเงินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์
"จะเห็นได้ว่า จากฐานลูกค้าซิตี้โกลด์ จะมีอยู่ประมาณ 2.5 หมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในรุ่นเจเนอเรชั่นแรก คือ พ่อแม่ จึงมองว่าการเพิ่มทักษะให้กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นทายาทธุรกิจได้มีความรู้และเข้าใจตั้งแต่อายุยังน้อยจะทำให้สามารถเรียนรู้การบริหารจัดการพอร์ตของตัวเอง รวมถึงกงสี (ธุรกิจครอบครัว) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
ในรุ่นแรกเปิดดำเนินการไปแล้วเมื่อเมษายน 2556 จำนวน 15 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดอบรมในรุ่นที่ 2 จำนวน 17 คน โดยโฟกัสไปที่บรรดาทายาทธุรกิจอายุระหว่าง 22-29 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา เข้ามาศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติเป็นเวลา 7 วัน และการดูงานในต่างประเทศอีก 3 วัน
"ผู้เรียนจะไดัรับโจทย์ที่ต้องใช้ทักษะหลายๆ ด้านที่เรียนมาวางแผนด้านการเงิน จากนั้นให้มีการนำเสนอผลงานแข่งขันกัน เพื่อดูว่าทีมไหนที่ทำผลงานได้ดีที่สุด"
ด้วยการที่มีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก แต่สิทธิของผู้เรียนที่จำกัดเพียง 15-20 คนต่อรุ่น วีระอนงค์ บอกการคัดสรรทายาทธุรกิจที่เข้ามาเรียนนั้นต้องใช้แนวทางของการสอบสัมภาษณ์เพื่อรับทราบถึงทัศนคติและความพร้อมของแต่ละคนเป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง หากผู้เรียนไม่พร้อมและมีทัศนคติที่ไม่เปิดรับ แต่เรียนเพราะแกมบังคับจากพ่อแม่ก็อาจทำให้เป้าหมายของการเรียนไม่ได้เป็นไปอย่างที่อยากจะเห็น ก็คือ โปรแกรมนี้ต้องตอบโจทย์การบริหารการเงินโดยเริ่มจากส่วนบุคคล(ทายาทธุรกิจ)
"การบริหารการเงินเป็นความรู้ที่ต้องปลูกฝัง และสร้างความเข้าใจอยู่ตลอดเวลา เพราะการวางแผนการเงินต้องมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัตถุประสงค์ และ ปัจจัยแวดล้อมที่มากระทบ เช่น ที่ผ่านมาการรีวิวพอร์ตการลงทุนจะทำทุกๆ 2-3 ปี แต่ในวันนี้อาจต้องทำทุกไตรมาส เป็นต้น"
วิชญ์ ปิณฑวิรุจน์ หรือ เชน ทายาทคนโตของธุรกิจกิตติ ปิณฑวิรุจน์ ผู้บริหารระดับสูงของอลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต และ สริญญ์ จรัสยศวุฒิชัย ทายาทธุรกิจบริษัท อาร์เอส แคนเนอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง และอาหารแมว เป็นสองทายาทที่ผ่านการเรียนในรุ่นที่หนึ่ง สะท้อนถึงประสบการณ์ และการต่อยอดความรู้ด้านบริหารเงิน
วิชญ์ ปิณฑวิรุจน์ หรือ เชน ปัจจุบันอายุ 19 ปี กำลังศึกษาปีที่ 2 ด้าน International Business มหิดล (อินเตอร์) บอกว่าสิ่งที่ได้รับก็คือความเชื่อมั่นจากคุณพ่อว่าเรามีความรู้ในเรื่องนี้ และก็ทำได้กับแผนธุรกิจที่นำเสนอแผลงานระหว่างการเรียนในโปรแกรมนี้
"ในตอนนี้แม้จะยังไม่ถึงเวลาที่ต้องศึกษาธุรกิจของที่บ้านแต่การศึกษา และทำกรณีศึกษาทำให้ได้เห็นถึงผลงานจากการสร้างพอร์ตลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีเกินคาดก็ทำให้พ่อเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้นว่าสามารถบริหารจัดการการเงินของตัวเองได้แล้ว"
ด้าน สริญญ์ จรัสยศวุฒิชัย หรือ หลิน อายุ 25 ปี จบการศึกษาด้าน Policy Studies เอกการตลาด จากมหาวิทยาลัย Nanzan ประเทศญี่ปุ่น บอกว่าตัวเองไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านการเงินมาก่อน แต่ก็มีประสบการณ์การลงทุนด้วยเงินสะสมของตัวเองมาบ้าง ซึ่งก็แตกต่างกันไปเพราะภายหลังการได้เข้าอบรมในโปรแกรมนี้ทำให้รู้สึกมั่นใจที่จะปรับพอร์ตการลงทุนของตัวเองมากขึ้น
จากผลตอบรับทั้งรุ่นแรกและในรุ่นที่ 2 ผู้บริหารซิตี้โกลด์ ธนาคารซิตี้แบงก์ บอกถึงการพัฒนาโปรแกรมอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจการลงทุนและดำเนินธุรกิจในอนาคต เพราะนอกจากความรู้ที่ได้รับในห้องเรียนแล้วสิ่งที่ทายาทธุรกิจจะได้รับก็คือ เน็ตเวิร์ค(ธุรกิจ) รวมถึงพ่อแม่ ที่จะได้รู้จักกับเน็ตเวิร์คนี้ด้วยเช่นกัน
สุดท้ายเกิดเป็น Win-Win - การบ่มเพาะ และส่งต่อความรู้เพื่อบริหารการเงินและความมั่งคั่งของธนาคาร และ เหล่าทายาทธุรกิจ ซิตี้โกลด์







