เอชเอสบีซี" คาด "เฟด" ลดคิวอีค่อยเป็นค่อยไป มองพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง รับผลดีทุนไหลกลับเข้ามาอีก ระบุ "เอฟดีไอ" จะไหลเข้าภาคการผลิต
นางสาว ซู เซียน ลิม นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวถึงกรณีหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) จะมีเงินทุนไหลออกจากไทยอีกหรือไม่ ว่า ที่ผ่านมานักลงทุนวิตกกังวลเพราะตลาดมีปฎิกริยามากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ และอนาคตเชื่อว่าเฟดจะปิดล็อคสภาพคล่องแต่คาดว่าเฟดจะค่อยๆ ลดคิวอีลง การกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดยังมีแต่อาจน้อยลง
ทั้งนี้ เมื่อตลาดคลายความกังวล ประเทศที่มีพื้นฐานดีอย่างไทยน่าจะได้รับผลดีจากเงินทุนที่ไหลกลับมาเข้ามาอีกครั้ง เชื่อว่าเงินลงทุนโดยตรงหรือเอฟดีไอจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการ โดยเฉพาะกลุ่มมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ หรือลงทุนเพิ่มเติมส่วนที่มีเครือข่ายสายการผลิตรองรับอยู่แล้ว
เอชเอสบีซี ยังมองถึง การฟื้นตัวของการส่งออกไทย ดูได้จากตลาดสำคัญ เช่น จีน มีสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าเริ่มมีเสถียรภาพและในตลาดพัฒนามีสัญญาณฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป ทั้งญี่ปุ่นและยูโรโซนพ้นจากความถดถอย สหรัฐเองปรับตัวดีขึ้น สินค้าไทยไตรมาส4 ปีนี้ที่จะได้ประโยชน์จากสมมุติฐานการฟื้นตัวปานกลางของเศรษฐกิจโลก คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอาจเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย เพราะการลงทุนธุรกิจในต่างประเทศเริ่มฟื้นความต้องการรถบรรทุกมากขึ้น
โดย "สิงคโปร์" อาจจะได้ประโยชน์มากสุดจากการฟื้นตัวของการส่งออก เพราะพึ่งพาส่งออก 100%ของจีดีพี การเติบโตของสิงคโปร์จะเพิ่มขึ้นในภาวะแวดล้อมต่างประเทศเริ่มดีขึ้น ไทยกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์ควรได้ประโยชน์เช่นกัน
มั่นใจศก.ครึ่งปีหลังฟื้น
เอชเอสบีซี ยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวครึ่งหลังปีนี้ หลังเกิดการถดถอยทางเทคนิคอย่างมากในครึ่งปีแรก ภาคครัวเรือนมีการปรับตัวจากมาตรการจริงจังของภาครัฐ เมื่อดูภาคครัวเรือนตอนนี้รู้สึกดีจากแรงหนุนของอัตราว่างงานต่ำ ค่าจ้างปรับขึ้น ในภาคธุรกิจคิดว่ายังได้ประโยชน์จากความต้องการค่อนข้างแข็งแกร่ง ไม่เห็นผลกระทบจากการขยายตัวมากในปีก่อน ครึ่งหลังปีนี้การบริโภคและการลงทุนไตรมาสต่อไตรมาสควรดีดตัวดีขึ้น หลังครึ่งปีแรกจีดีพีรายไตรมาสเทียบไตรมาสหดตัว
อย่างไรก็ตาม เอชเอสบีซีได้ปรับลดคาดการณ์เติบโตของจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 2.8% ปีนี้ หากดูภาพการส่งออกปีนี้จะฟื้นตัว เป็นสัญญาณฟื้นปานกลางทั้งในจีน สหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น ช่วยยกระดับส่งออกไทยครึ่งหลังปีนี้ โดยเฉพาะไตรมาส 4 ให้ดีขึ้นหากทุกอย่างดีขึ้นปีหน้าควรได้เห็นไทยขยายตัวได้ 4.4% หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ เอกสารรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียนก่อนหน้านี้ เอชเอสบีซี คาดจีดีพีไทยปีนี้ที่ 5% ส่วนปีหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 6.2% ส่วนการส่งออกแท้จริงของไทยคาดจะโต 3.3% ปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 6.7% ปีหน้า
"ปี2555 เศรษฐกิจโตเกินเป้ามาก และปีนี้เศรษฐกิจต่ำกว่าเป้า ดังนั้นปี 2557 เศรษฐกิจควรกลับมาอยู่ในแนวโน้มการเติบโตที่ควรจะเป็น ส่วนเงินเฟ้อยังคงคุมได้ เรามองเงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ 2.5% แต่อาจมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อมากขึ้นปีหน้า สอดคล้องกับการฟื้นตัวแต่ไม่ขึ้นมากนักเกือบๆ 3%เป็นผลจากราคาอาหารและพลังงาน"
ทั้งนี้การสนองตอบด้านนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คิดว่าธปท.น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้จนถึงสิ้นปีนี้แต่จำเป็นต้องปรับใช้นโยบายนอกเหนือจากนี้ ควรเป็นนโยบายการเงินอื่นแทนที่การผ่อนคลาย
ห่วงราคาน้ำมันดันเงินเฟ้อพุ่ง
สิ่งน่ากังวลต้องจับตาดู เป็นความอ่อนไหวของไทยที่มีต่อราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่อง ถ้าเริ่มเห็นความขัดแย้งในซีเรียแย่ลง แม้ซีเรียมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันดิบน้อยมากเพียง 0.2%ของทั้งหมด ถ้าสหรัฐตัดสินใจบุกโจมตีซีเรีย สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้นเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันอาจพุ่ง ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศอ่อนไหวมากที่สุด เพราะราคาน้ำมันดิบขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ ดัชนีผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อได้รับผลกระทบขึ้น 1%
ทั้งนี้ เพราะสัดส่วนราคาน้ำมันมีอยู่ในดัชนีผู้บริโภคค่อนข้างมาก เทียบประเทศอื่นในอาเซียน การให้ทุนอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในไทย ผู้บริโภคและภาคครัวเรือนไทยไม่ได้รับการปกป้องจากราคาพลังงานสูงขึ้นและรัฐอุดหนุนราคาน้ำมันไว้มาก
"ราคาน้่ำมันจึงเป็นความเสี่ยงระยะใกล้ควรจับตา เพราะไทยอ่อนไหวผันผวนมากสุด"
ส่วนความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยเป็นความเสี่ยงระยะกลาง และเป็นความกังวลระยะยาว นักลงทุนควรได้เห็นความชัดเจนถึงที่มาของแผนระกลางถึงยาวที่รัฐบาลวางไว้ ถ้าพิจารณาความสามารถแข่งขันของไทย 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ไทยแข่งได้ในกลุ่มอาเซียนแต่อันดับยังต่ำกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย
"ความผันผวนทางการเมืองมีส่วนทำให้ความสามารถแข่งขันลดลง ส่วนความก้าวหน้าทางนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นส่วนที่นักลงทุนอยากเห็นมากขึ้นจากไทย สิ่งจำเป็นต้องมี คือ จัดสรรทรัพยากรให้ถูกต้อง เช่น จัดสรรให้กับส่วนที่เป็นการศึกษาหรืออื่นๆ ที่จำเป็น"
ไทยต้องตั้งข้อสงสัยกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาจเป็นสาเหตุทำให้ไทยมีศักยภาพการเติบโตลดลงเหลือ 3% ในช่วง10-20 ปี ข้างหน้าได้ คิดว่านักลงทุนระยะยาวในไทยอยากเห็นคำมั่นจากรัฐบาลในการแก้ปัญหาเหล่านี้
ดังนั้นในภาพรวมแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับแนวโน้มระยะกลางถึงยาว ไม่ใช่ดูแค่ให้สาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานลงตัวเรียบร้อย แต่ไทยกำลังเป็นประเทศสำคัญมากขึ้นในแง่กลยุทธ์สถานที่ตั้ง อยู่ระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังกลายเป็นเออีซีในปี 2558 หากแผนลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานเกิดขึ้นทันเวลาเกิดประชาคมอาเซียน ไทยจะสามารถได้ประโยชน์อย่างมากต่อไปในอนาคต









