เงินบาททยอยแข็งค่า ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นหลังนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคาร ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.40% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 2.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ย. 2556 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน น่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 2.50%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.74% ในวันศุกร์ ลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.76% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงต่อเนื่อง จากการที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.91% ในวันพฤหัสบดี ปรับลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.93% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ จากคาดการณ์ของตลาดว่าการปรับลดขนาดการซื้อพันธบัตรของเฟดอาจมีปริมาณไม่มาก ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคาร โดยมีแรงขายหลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับซีเรียลง ขณะที่จีนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส จากนั้น อัตราผลตอบแทนปรับลดลงในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ จากการซื้อพันธบัตรของเฟด
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทแข็งค่าทะลุผ่านแนวต้าน 32.00 แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยได้รับแรงหนุนจากการกลับมามีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ (1.097 หมื่นล้านบาท และ 1.295 หมื่นล้านบาท ในระหว่างสัปดาห์ที่ 9-13 ก.ย. ตามลำดับ) หลังจากที่ความกังวลต่อสถานการณ์ในซีเรียผ่อนคลายลง และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนส.ค.ของจีนออกมาแข็งแกร่ง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังถูกกดดันจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะลดวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการ QE ในระดับที่ไม่มากในการประชุมเดือนก.ย.นี้
ในวันศุกร์ (13 ก.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.85 เทียบกับระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (6 ก.ย.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (16-20 ก.ย.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.80-32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ตอบรับผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟด (17-18 ก.ย.) และความเป็นไปได้ที่จะมีการเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาสถานการณ์ในซีเรียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ย. ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดขายบ้านมือสอง การเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนส.ค.ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินเดือนก.ค. ข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2556 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรแข็งค่าขึ้นตามกระแสการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงที่ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ในซีเรียที่ผ่อนคลายลง (หลังซีเรีย และสหรัฐฯยอมรับข้อเสนอของรัสเซีย ซึ่งทำให้ยังไม่น่าจะมีการใช้ปฏิบัติการทางการทหารโจมตีซีเรียในระยะเวลาอันใกล้นี้) ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจจีนในเดือนส.ค. ส่วนใหญ่ ก็ออกมาดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ก็เผชิญแรงขายหลังจากที่ตลาดประเมินว่า เฟดอาจจะลดวงเงินของมาตรการ QE ต่อเดือนในระดับที่ไม่สูงมากนักในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย.นี้
เงินเยนอ่อนค่ากว่าระดับ 100 เยนต่อดอลลาร์ฯ ก่อนฟื้นตัวขึ้น โดยเงินเยนร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ในช่วงต้นสัปดาห์ สวนทางความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่ความตึงเครียดในซีเรียลดระดับลง และข้อมูลเศรษฐกิจจีนมีทิศทางที่สดใส อย่างไรก็ดี เงินเยนฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงจากการคาดการณ์ว่า เฟดคงจะไม่ปรับลดมาตรการ QE อย่างรวดเร็วเกินไป
ในวันศุกร์ (13 ก.ย.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3287 เทียบกับ 1.3179 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (6 ก.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 99.66 เทียบกับ 99.10 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น หลังต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,401.08 จุด เพิ่มขึ้น 4.85% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 42.69% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 49,197.65 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่ นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 355.23 จุด เพิ่มขึ้น 4.61% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ จากแรงหนุนข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่นและจีนที่ออกมาดี ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง หลังความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟดคลายตัวลง อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันพฤหัสบดี จากแรงขายทำกำไร ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ จากมุมมองเชิงบวกที่ร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะเข้าสู่การพิจาณาของสภาฯ ในสัปดาห์หน้า
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ย. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงผันผวน โดยต้องระวังแรงขายทำกำไร ทั้งนี้ ต้องติดตามการประชุม FOMC เป็นสำคัญ สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาผู้บริโภค รวมทั้ง เครื่องชี้ที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,380 และ 1,340 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,422 และ 1,445 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้น จากข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่สดใสและความกังวลเกี่ยวกับซีเรียที่คลายตัวลง โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 15,300.64 จุด เพิ่มขึ้น 2.53% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ จากข้อมูลภาคการส่งออกจีนที่สดใส รวมไปถึงพัฒนาการเชิงบวกต่อสถานการณ์ในซีเรีย ที่อาจช่วยหลีกเลี่ยงการโจมตีทางทหาร ก่อนที่จะปรับลดลงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยได้รับแรงกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับลดลง
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้น รับข่าวที่โตเกียวได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2020 และข้อมูลเศรษฐกิจของจีนที่ออกมาดี โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,404.67 จุด เพิ่มขึ้น 3.92% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ รับข่าวที่โตเกียวได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 รวมทั้งข้อมูลภาคการส่งออกของจีนที่ออกมาดี ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพฤหัสบดีหลังเงินเยนแข็งค่าขึ้น จากนั้นตลาดหุ้นแกว่งตัวในกรอบแคบในวันศุกร์ โดยนักลงทุนจับตาการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า







