นักวิเคราะห์เตือนรับภาวะผันผวนตลาดเงิน หลังทุนนอกเริ่มไหลกลับเข้าเอเชีย-ไทย หนังม้วนเก่า"ไล่ซื้อหุ้น-พันธบัตรระยะสั้น" ดันค่าบาทแข็ง ทุบทอง
เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนขายดอลลาร์ออกมาจากความมั่นใจมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี 3) อย่างมีนัยสำคัญในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ หรือไม่
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงมาที่ 2.88% จากระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 3.007% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีร่วงลงสู่ 0.44% จากระดับสูงสุดที่ 0.52% ขณะที่ส่วนต่างกับพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 2 ปีปรับตัวแคบลง
นักวิเคราะห์กล่าวว่า เนื่องจากความเสี่ยงจากการโจมตีของสหรัฐต่อซีเรียลดลงแล้ว ตลาดจึงหันไปจับตาการประชุมของเฟดในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อพิจารณาจากตลาดจ้างงานที่ยังไม่ฟื้นตัวขึ้น เฟดก็อาจจะปรับลดลงเพียงเล็กน้อย
"ดูเหมือนว่าเฟดจะปรับลดลงเพียง 1.0 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์หน้า ขณะที่นักลงทุนกำลังปรับสถานะการลงทุน เฟดจะรอบคอบมากในการปรับลดมาตรการ และอาจจะลดเพียงเล็กน้อย" นักวิเคราะห์กล่าว
เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบหลายสกุลในเอเชีย ตามทิศทางเงินไหลเข้าภูมิภาค โดยค่าเงินบาทแข็งค่ามากสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ที่ 31.64 ในระหว่างการซื้อขาย ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.72 ซึ่งถือว่าแข็งค่ามากในช่วงสัปดาห์นี้ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้วที่ยืนเหนือระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ช่วงท้ายตลาดอยู่ที่ 31.74/79 จาก 31.72/77 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.72/76 จาก 31.67/71 ช่วงเช้า
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ค่าเงินบาทขึ้นกับกระแสเงินทุนไหลเข้า ซึ่งคาดว่ายังมีแนวโน้มแข็งค่า
นักบริหารเงินจาก ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ เม็ดเงินต่างชาติจะยังไหลเข้ามาในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่องอีกหรือไม่ ดังนั้นจึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในวันนี้ จะอยู่ที่ 31.80-32.00 บาทต่อดอลลาร์
ต่างชาติซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น
สำหรับตราสารหนี้ เป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สรุปภาวะการซื้อรวม 55,459 ล้านบาท โดย Yield Curve ปรับลดลงเล็กน้อยเกือบทุกช่วงอายุตราสาร ประมาณ 1-2 bps. ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยนักลงทุนจับตาผลการประชุมของเฟดในวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ ซึ่งตลาดคาดว่าน่าจะมีการลดขนาดคิวอีลง
นักลงทุนต่างชาติ มีแรงซื้อในทุกช่วงอายุตราสาร โดยเฉพาะในตราสารระยะสั้น ยอดซื้อสุทธิ เท่ากับ 8,077 ล้านบาท
สำหรับหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาปิดที่ระดับ 1,397.90 จุด ลดลง 13.28 จุด คิดเป็น 0.94% จากช่วงเช้าที่ยังยืนอยู่ในแดนบวก และปรับตัวเพิ่มขึ้นจากวันก่อน 10 จุด จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน แต่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิอีก 74 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศทั่วไปซื้อ 773.45 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 477.42 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 370.03 ล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย คาดว่าดัชนียังคงแกว่งตัวผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งต้องติดตาม คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของต่างประเทศ และความคืบหน้าของคิวอี ซึ่งเฟดจะมีการประชุมในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนหากดัชนี ยืนอยู่ระดับ 1,400 จุด แนะนำให้เน้นถือ และติดตามปัจจัยใหม่ๆ โดยเฉพาะปัจจัยทางต่างประเทศ ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,390 จุด และประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,410 จุด
คาดสิ้นปีบาทอยู่ในกรอบ 31-33
ด้าน นายอิทธิพันธ์ เจียกเจิม ผู้จัดการขายผลิตภัณฑ์ตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาทวานนี้ เป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุน ที่เริ่มมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาไม่ได้ดีอย่างที่คาดไว้ และการใช้มาตรการคิวอียังคงดำเนินต่อไป
การแข็งค่าของเงินบาทวานนี้ จึงคาดว่าจะเป็นระยะสั้น เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีมากนัก ทำให้ยังมีโอกาสที่จะเห็นความผันผวนไปได้อีกระยะหนึ่ง ธนาคารมองว่าทิศทางค่าเงินบาทไปจนถึงสิ้นปีนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์
"ธนาคารยังคงแนะให้ผู้ส่งออกทยอยซื้อดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ ขณะที่ผู้นำเข้าส่วนใหญ่มีการป้องกันความเสี่ยงไปมากแล้วตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพราะรายได้จะอิงค่าเงิน เมื่อเงินบาทแข็งค่าก็ไม่กระทบมากนัก"
นักลงทุนหวนซื้อสินทรัพย์เสี่ยง
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การกลับมาแข็งค่าของเงินสกุลภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทของไทย มีสาเหตุหลักเป็นเพราะนักลงทุนเริ่มคลายกังวลกับสถานการณ์ตึงเครียดต่างๆ โดยเฉพาะกรณีการใช้กำลังทหารกับซีเรีย ทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเริ่มอ่อนตัว และนักลงทุนเริ่มกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงมีเงินไหลเข้าในตลาดเกิดใหม่แถบเอเชียมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ นักลงทุนมองว่าการประชุมเอฟโอเอ็มซี ในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ คงไม่ตัดสินใจลดขนาดของคิวอี ในระดับที่มากเกินไป ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าลดประมาณ 1-1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน
ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนและญี่ปุ่นที่ดูดีขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการแข็งค่าของเงินบาทโดยรวม จึงเป็นเรื่องของบรรยากาศ และความรู้สึกของนักลงทุนล้วนๆ
"เหตุการณ์จากนี้ไปคงบอกได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างเร็ว ดังนั้น ในระยะต่อไปเชื่อว่าทิศทางของตลาดจะยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าดูโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ไม่ได้มีปัจจัยใดที่เปลี่ยนไป"
ราคาสินทรัพย์ถูกหันกลับมาซื้อคืน
นายกำพล อดิเรกสมบัติ เศรษฐกรอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า การกลับเข้ามาของเงินทุนต่างชาติรอบนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมาราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยเองได้ปรับลดลงไปค่อนข้างมาก เมื่อนักลงทุนมองว่าราคาที่ลดลงเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับอยู่ในระดับที่จูงใจ ประกอบการสถานการณ์ความกังวลต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง จึงกลับเข้ามาลงทุนอีกรอบ เพียงแต่การเข้ามาลงทุนในรอบนี้ ส่วนใหญ่จะเน้นเลือกลงทุนรายประเทศ ไม่ได้เหมาลงทุนทั้งภูมิภาคเหมือนแต่ก่อนแล้ว
"รอบนี้ที่เขาเข้ามา เขาก็คงเลือกดูกันรายประเทศ กลุ่มประเทศ BIITS (บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี และ แอฟริกาใต้) ดูจะหนักอยู่ ส่วนของไทย นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจแม้จะโตไม่มาก แต่ก็โตได้แบบสม่ำเสมอ พื้นฐานทางเศรษฐกิจก็ยังใช้ได้อยู่ ปีนี้แม้จะมีขาดดุลบัญชีเดินสะพัดบ้าง แต่ก็ไม่ได้มาก โดยไม่น่าเกิน 1-2% ของจีดีพี" นายกำพล กล่าว
คาดบาทเคลื่อนไหว 31-32
แนวโน้มระยะต่อไปเชื่อว่า ค่าเงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ราวๆ 31-32 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ บล.ทิสโก้ ก็มองว่า เงินบาทไทยน่าจะจบปีนี้ที่ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ สาเหตุที่มองเช่นนั้น เพราะเชื่อว่านักลงทุนเริ่มรับข่าวเรื่องที่เฟดจะลดขนาดของคิวอีลงไปมากแล้ว และก่อนหน้านี้ได้เทขายสินทรัพย์รวมทั้งนำเงินออกไปค่อนข้างมาก เมื่อถึงจุดหนึ่ง น่าจะกลับเข้ามาลงทุนใหม่ ซึ่งทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นได้
"เรามองว่าอะไรที่ออกไปมากๆ จนทำให้ Valuation ลดต่ำลงไปมาก เมื่อถึงจุดหนึ่งที่นักลงทุนมองว่ามันลงมากเกินไป เขาก็จะเริ่มกลับเข้ามาใหม่ เพราะเป็นไปไม่ได้หรอกที่เขาจะกลับไปลงทุนแต่ในสหรัฐอย่างเดียว อีกทั้งข่าวเรื่องเฟดที่จะ Tapering คนก็รับรู้ไปหมดแล้ว" นายกำพล กล่าว
คาดแห่ขายทองหวั่นหลุด1,300ดอลล์
ราคาทองคำในตลาดโลกร่วงลง หลังจากนักลงทุนหันมาซื้อสินทรัพย์เสี่ยง โดยนางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล (YLG) กล่าวว่า การที่ราคาทองคำปรับตัวลงแรง 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแนวโน้มราคาทองคำ ยังเป็นขาลงต่อเนื่อง จนกว่าความชัดเจนเรื่องมาตรการลดวงเงินคิวอี ล่าสุดนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะประกาศลดวงเงินมาตรการคิวอีต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้
ขณะที่เรื่องความขัดแย้งซีเรียกับสหรัฐเริ่มผ่อนคลายลง ทำให้นักลงทุนออกมาเทขาย และราคาจึงปรับลดลงแรงต่อเนื่อง โดยคาดราคาทองคำมีโอกาสจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงประกาศลดวงเงินคิวอี
ส่วน นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า ประเด็นความขัดแย้งระหว่างซีเรียและชาติตะวันตก น่าจะผ่อนคลายไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากสหรัฐเริ่มปรับใช้มาตรการทางการทูตเจรจาแทนมาตรการทางทหาร และซีเรียก็รับข้อเสนอของรัสเซีย เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจัยนี้ได้ผ่อนคลายความกังวลของตลาดการลงทุน ทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นสวนทิศทางราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
รายงานข่าวจากสมาคมค้าทองคำระบุว่า มีการปรับเปลี่ยนทั้งหมด 9 ครั้ง ลดลง 500 บาท โดยราคาทองคำในประเทศ รับซื้ออยู่ที่ 20,350 บาท และ ขายออก 20,450 บาท
คาดราคาทองร่วงลงถึงปีหน้า
บริษัทที่ปรึกษาคาดว่าราคาทองคำมีแนวโน้มจะปรับตัวลงอีกปีหน้า หลังจากปีนี้ราคาทรุดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี เนื่องจากความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจโลกกลับคืนมา
ธอมสัน รอยเตอร์ จีเอฟเอ็มเอส เผยผลการสำรวจทองคำประจำปี 2556 ที่ระบุว่าราคาทองคำอาจลดลงต่ำกว่าระดับ 1,300 ดอลลาร์ช่วงปลายปีหน้า ผลจากการค่อยๆ ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งทำให้มีการพูดถึงการเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
มีการคาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยทองคำจะอยู่ที่ 1,350 ดอลลาร์ในปีหน้า ลดลง 7% จากระดับเฉลี่ยที่ 1,446 ดอลลาร์ในปีนี้ และมีแรงหนุนอยู่ที่ระดับ 1,200-1,250 ดอลลาร์ ท่ามกลางการคาดหมายอย่างกว้างขวางในตลาดว่าเดือนนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรจากปัจจุบันที่เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปีหน้าราคาทองคำอาจสูงขึ้น สืบเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองและการเจรจาเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐที่อาจล้มเหลว ซึ่งอาจดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับ 1,500 ดอลลาร์ เป็นช่วงสั้นๆ ในต้นปีหน้า
ปีนี้ราคาทองคำลดลงประมาณ 1 ใน 5 และแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 ปีที่ 1,180.71 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในเดือนมิ.ย. หลังจากเฟดส่งสัญญาณว่าอาจเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรภายในปลายปีนี้
ปัจจุบัน ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 1,360 ดอลลาร์ หรือ 540 ดอลลาร์ ต่ำกว่าช่วงสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนก.ย. 2554 ซึ่งราคาพุ่งไปถึง 1,920.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์









