การปรับขึ้นของดัชนีฯ รอบนี้ เป็นผลจาก Short Covering มากกว่า การเพิ่มพอร์ตลงทุนครั้งใหม่
คาดดัชนีตลาดฯ วันนี้ ขึ้นสลับย่อ แนวต้าน 1420/1430 จุด (แนวต้านหลัก 1433 จุด หรืออาจได้ถึง 1460 จุด หากเฟดส่งสัญญาณดีกว่าคาดแนวรับ 1400/1388 จุด สำหรับพอร์ตใหญ่ แนะนำ ถือไปรอขายบริเวณเหนือ 1433 จุด (หลังแบ่งขายไปบ้างบริเวณเหนือ 1400 จุด) จากคาดว่าแรงขายอย่างมีนัย จะยังคงไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะทราบผลประชุมเฟดกลางสัปดาห์หน้า ขณะที่แรงซื้อเพื่อชดเชยช๊อต (Short Covering) ของนักลงทุนสถาบัน ยังคงมีต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และกรณีซีเรียคลี่คลายไปในทางที่ดี ขณะที่แรงกดดันจาก Capital Outflow อาจไม่รุนแรง
ดังคาด หากเฟดลดขนาด QE แบบค่อยเป็นค่อยไป
ปัจจัยหนุน จะมาจาก
1. สงครามซีเรียไม่เกิดขึ้น (ตลาดหุ้นรับรู้ข่าวดีไปแล้ว) -ความเสี่ยงสงคราม จะทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดการชะงักงัน สิ้นสุดลงไป ผ่านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ เริ่มมีการพูดคุยระหว่างกันแล้วเพื่อกำหนดเงื่อนไขสำหรับซีเรียในการนำอาวุธเคมีมาอยู่ภายใต้การควบคุมของนานาชาติ และยอมรับว่าจะต้องมีการทำลายอาวุธเหล่านี้
2. เศรษฐกิจโลก ผ่านจุดต่ำสุด (Bottom Out) (ตลาดหุ้นรับรู้ข่าวดีไปแล้ว) จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศขนาดใหญ่ สหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น อิงรายงานภาคการผลิต ที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะคำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของประเทศเกิดใหม่ในอนาคต (+ กลุ่มส่งออก ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ เกษตรส่งออก ปิโตรเคมี)
3. QE (แรงซื้อเพิ่มของนักลงทุนสถาบันช่วงนี้ รอลุ้นการลดขนาดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรอยเตอร์โพลล่าสุด
พบว่าการลดขนาดอาจมีเพียง $10bn/เดือน) เราคาดว่า เฟดจะตัดสินใจลดขนาดลงด้วยปริมาณจำกัด $10-15bn (จาก $85bn./เดือน) และอาจไม่มีการลดแบบต่อเนื่อง (ปรับลดตามสถานะการณ์) ซึ่งถือว่าเป็น Best Case ของเรา และจะส่งผลให้ดัชนีตลาดฯ อาจมีการแรลลี่รอบใหญ่ ไปซื้อขายที่ 1433 จุด (ระดับ 2/3 ของกรอบ Fibonanci 1520-1260 จุด) หรือกรณีที่ดีกว่าคาด อาจขึ้นไปได้ถึง 1460 จุด (รูปแบบ Rounding Bottom Pattern-U curve)









