สบน.ยกเลิกประมูลพันธบัตรอิงเงินเฟ้อหมื่นล้าน เหตุดอกเบี้ยพุ่งสูงผิดปกติ นักวิเคราะห์เผยนักลงทุนประเมินเงินเฟ้อต่ำ คนหันไปลงทุนบอนด์ปกติ
วานนี้ (11 ก.ย.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ระงับการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอัตราดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ (Inflation Link Bond : ILB) อายุ 14.50 ปี วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ข้อมูลในเว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุจะมีการเปิดประมูล ILB อายุ 14.50 ปี วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ก่อนจะแจ้งยกเลิกการประมูลในช่วงสายวานนี้ (11 ก.ย.)
ขณะที่การประมูล ILB ในรอบก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2556 ซึ่งมีอายุคงเหลือ 14.83 ปี วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น ปรากฏว่าสามารถเสนอขายได้เต็มวงเงินที่เปิดประมูล โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ 1.1464% ซึ่ง ผลตอบแทนดังกล่าวเป็นผลตอบแทนที่แท้จริง หรือผลตอบแทนที่หักเงินเฟ้อแล้ว
นางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่ต้องยกเลิกการประมูลพันธบัตรดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า ดอกเบี้ยช่วงที่เสนอขาย 1 สัปดาห์ และตลอดระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็ไม่ได้มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ฉะนั้นดอกเบี้ยที่นักลงทุนเสนอนั้น จึงไม่น่าจะเป็นดอกเบี้ยที่แท้จริง หาก สบน.ยืนยันที่จะเสนอขายออกไป จะเป็นการส่งสัญญาณดอกเบี้ยที่ผิด
"เราดูแล้วว่า อัตราดอกเบี้ยที่นักลงทุนเสนอนี้ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกระตุกขึ้นอย่างผิดปกติ เราก็ไม่รับ เพราะถ้ารับก็อาจเป็นการชี้นำทางที่ผิด ก็คิดว่า ไม่สมเหตุผล"
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่เสนออยู่ที่ 2.72% ปรับสูงขึ้นถึง 120% จากช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
ผลตอบแทนไอแอลบีแนวโน้มพุ่ง
ด้าน นายกฤษณ์ ณ สงขลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวผ่านรอยเตอร์ว่าในช่วงหลังมานี้ ผลตอบแทน (ยิลด์) ของ ILB ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดมองว่า อัตราเงินเฟ้อของไทย ในปีนี้ไม่น่าจะสูงนัก ทำให้ราคา ILB ปรับตัวลงมา และหนุนให้ยิลด์สูงขึ้น
"ช่วงสัปดาห์นี้ ยิลด์รวมๆ ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ที่ขึ้นเป็นเฉพาะตัวนี้ (ILB) เพราะนักลงทุนมองว่า เงินเฟ้อไม่น่าจะสูงนักในปีนี้"
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล รุ่น ILB283A ซึ่งจะครบอายุ ในเดือนมี.ค. 2571 อยู่ที่ 2.76% เพิ่มขึ้น 0.55% จากวันก่อนหน้า
สัปดาห์ก่อน กระทรวงพาณิชย์เผยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนส.ค. นี้ เพิ่มขึ้น 1.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลง และเป็นการปรับขึ้นในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี นับจากเดือนต.ค. 2552
คาดแรงซื้อต่างชาติแผ่ว
นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (THAIBMA) กล่าวว่า การยกเลิกการประมูลพันธบัตรอ้างอิงเงินเฟ้อ (Inflation Link Bond : ILB) ของทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) นั้น เหตุผลสำคัญน่าจะมาจากไม่มีดีมานด์ของนักลงทุนเป็นสำคัญ เพราะการจะประมูลพันธบัตรรุ่นพิเศษปกติ จะมีการสำรวจความต้องการของตลาดก่อนว่า มีดีมานด์มากน้อยเพียงใด และนักลงทุนหลักในพันธบัตร ILB มากกว่า 50% เป็นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเงินทุนต่างชาติเองก็ไหลออกต่อเนื่อง
ประกอบกับปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยค่อนข้างต่ำ ทำให้ความน่าสนใจลดลงนักลงทุน จึงหันไปลงทุนในพันธบัตรปกติมากกว่า แต่ในพันธบัตรอายุยาว 7-10 ปี เองก็ประมูลได้ไม่หมด เพราะดีมานด์ไม่มากพอ เพราะนักลงทุนบางส่วนมองว่า แนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคตจะปรับตัวขึ้น ซึ่งทางสบน.คงจะปรับแผนการออกพันธบัตรโดยอาจจะประมูลในพันธบัตรอายุที่มีความต้องการมากขึ้น
การยกเลิกการประมูล ILB ไม่ใช่เป็นเรื่องภาระต้นทุนของภาครัฐแต่ประการใด แต่น่าจะเป็นเหตุผลเรื่องดีมานด์ที่มีน้อยเกินไป สมมติอัตราเงินเฟ้อเพิ่ม 1% ต้นทุนการเงินของรัฐจะเพิ่มน้อยกว่า 1% อยู่แล้ว ปัจจุบันมี ILB อยู่ 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 8 ปี มูลค่า 1 แสนล้านบาท ต่างชาติลงทุนอยู่ 6 หมื่นล้านบาท และรุ่น 15 ปี มูลค่า 5.5 หมื่นล้านบาท ต่างชาติลงทุนอยู่ 2.2 หมื่นล้านบาท
"จะเห็นว่าผู้ลงทุนหลักในพันธบัตร ILB คือ นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งดีมานด์อาจน้อยในช่วงนี้ เพราะนักลงทุนสถาบันในประเทศเองอาจจะมองว่าลงทุนในพันธบัตรปกติดีกว่าในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำเช่นปัจจุบัน"
วันนี้เชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องฟังแผน
ส่วนในวันนี้ (12 ก.ย.) สบน.ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการระดมเงินทุนของภาครัฐ เข้ารับฟังแผน และรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการระดมเงินของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2557 อาทิ ตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ค้าหลักสำหรับธุรกรรมซื้อขายพันธบัตรของกระทรวงการคลัง เป็นต้น
"แต่ละปีเราจะเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงนักลงทุนเข้ารับฟังแผนการระดมเงินของรัฐบาล โดยเราจะแจ้งถึงวงเงินที่เราต้องการจะระดม นำไปใช้เพื่ออะไร และใช้วิธีใดในการระดมเงิน เป็นต้น ซึ่งนอกจากการชี้แจงแล้ว เรายังเปิดให้นักลงทุนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย" เธอ กล่าว
ทั้งนี้ ในแผนการระดมเงินของรัฐบาลโดย สบน. นั้น จะมีวงเงินรวม 7.6 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะนำเงินนี้ไปใช้เพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 2.5 แสนล้านบาท กู้ใหม่เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกว่า 1.5 แสนล้านบาท รีไฟแนนซ์เงินกู้เดิม 2.3 แสนล้านบาท และชดเชยหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จำนวน 1.3 แสนล้านบาท
"ภายใต้โครงสร้างเงินกู้นี้ เรามีแผนจะดำเนินการผ่านเครื่องมือหลากหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่หรือประมาณ 50% จะออกเป็นพันธบัตรรัฐบาล ส่วนที่เหลือประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท จะออกเป็นพันธบัตรอิงเงินเฟ้อ, พันธบัตรออมทรัพย์ ประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท, Amortize Bond จำนวนประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ เพื่อนักลงทุนรายย่อย และ กู้ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือแบงก์โลน" เธอกล่าว
มั่นใจวงเงินที่ออกไม่กระทบระบบ
ในแง่ผลกระทบที่จะมีต่อสภาพคล่องในระบบนั้น เธอกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าว ทาง สบน.ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่อง โดย ธปท.ยืนยันว่า วงเงินที่ออกนี้จะไม่กระทบต่อสภาพคล่องในระบบ โดย สบน.สามารถระดมได้มากถึง 1.5 ล้านล้านบาท
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนั้น เธอกล่าวว่า ในระยะสั้นหรือจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า อัตราดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวและมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ในครึ่งปีหลังจะทยอยปรับเพิ่มขึ้น กล่าวคือ จะอยู่ในระดับประมาณ 2.5-3% ซึ่งในระดับนี้ ทาง สบน. ถือว่าเป็นระดับต้นทุนที่รับได้ ทั้งนี้ สบน.ได้ประเมินระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปี 2557 ว่า จะอยู่ในระดับประมาณ 47.2%
บาทแข็งยืนเหนือ 32 บาท เงินไหลเข้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์วานนี้ (11 ก.ย.) เปิดตลาดที่ระดับ 32.11-32.13 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสุดในช่วงเช้าที่ 32.14 บาทต่อดอลลาร์ แต่ในช่วงท้ายตลาดเงินค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 31.96-31.98 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่ผ่านระดับ 32.03 บาทต่อดอลลาร์
"ค่าเงินบาท โดยได้รับอานิสงส์จากเงินทุนที่ไหลกลับเข้าในตลาดหุ้นไทย หลังจากที่สหรัฐอเมริกา มีแนวทางจะเลื่อนโจมตีซีเรีย"
คาดว่าวันนี้ (12 ก.ย.) เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.90-32.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องจับตาดูเงินทุนที่จะเข้าตลาดหุ้นเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาท แข็งค่าสวนทางเงินในภูมิภาคหลายประเทศที่อ่อนค่าลง โดยเงินรูเปี๊ยะห์ อินโดนีเซีย ดิ่งลงกว่า 2% ขณะที่นักลงทุนขายทำกำไรจากการพุ่งขึ้นของสกุลเงินและตลาดหุ้นในภูมิภาค









