สศค.ชงรัฐมนตรีคลังอนุมัติแผนปฏิรูปแบงก์รัฐ ตั้งกรรมการกลางขึ้นมากำกับดูแล ลดภาระเพิ่มทุนจากภาครัฐ-กำหนดทิศทางให้ชัด ลดแข่งขันแบงก์เอกชน
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้เสนอแผนปฏิรูปแบงก์รัฐให้แก่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้ว โดยในแผนการปฏิรูปดังกล่าวได้มีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางในการกำกับดูแลแบงก์รัฐ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการ และ มีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ตัวแทนจากแบงก์รัฐ เข้าร่วมเป็นกรรมการ
การเสนอตั้งคณะกรรมการกลางในการกำกับดูแลแบงก์รัฐให้อยู่ภายใต้แผนการปฏิรูปดังกล่าว ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนในแง่ทิศทางในการกำกับดูแล โดยปัจจุบัน จะมีสองหน่วยงานในการกำกับดูแล ได้แก่ สศค.และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือสศร.ซึ่งบางครั้งอาจมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทำให้งานกำกับดูแลไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
"หากแผนการปฏิรูปผ่านการพิจารณา ต่อไป เราจะมีคณะกรรมการกลางในการกำกับดูแลแบงก์รัฐเป็นการเฉพาะ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ จะมีหน้าที่ในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานในภาพรวมของแบงก์รัฐทั้งหมด โดยที่สศค.จะทำหน้าที่เป็นเลขาฯคณะกรรมการ"เขากล่าว
ทั้งนี้ ทิศทางการดำเนินงานของแบงก์รัฐภายใต้แผนการปฏิรูปนี้ จะชัดเจนว่า การดำเนินธุรกิจของแบงก์รัฐนั้น จะต้องไม่แข่งขันกับแบงก์พาณิชย์เอกชน กล่าวคือ เน้นไปยังกลุ่มลูกค้ารายย่อย และ เป็นกลุ่มที่แบงก์เอกชนไม่ยอมให้บริการขณะเดียวกัน ในด้านเกณฑ์กำกับดูแลนั้น ก็จะมีการผ่อนปรนจากเกณฑ์กำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจาก การประกอบธุรกิจของแบงก์รัฐนั้น จะเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐเป็นส่วนใหญ่
ตามข้อมูลของ สศค. ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 4 ธนาคารสำคัญของรัฐคือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีเงินฝากรวมกัน 3.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 32 % ของเงินฝากธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ในขณะที่ยอดสินเชื่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 8 แห่งของรัฐรวมกันมีจำนวน 3.88 ล้านล้านบาท ดิดเป็น 35 % ของสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ









