สุขภาพและเจ็บไข้ได้ป่วยควบคุมและกำหนดไม่ได้ จึงต้องให้ความสำคัญเรื่องประกันสุขภาพ สบายใจได้ส่วนหนึ่งมีป้องกันความเสี่ยงสุขภาพไว้แล้ว
กว่า 18 ปี บนเส้นทางสายผู้จัดการกองทุนตราสารทุน ดูแลพอร์ตการลงทุนให้หลากหลายองค์กรทั้งบลจ., แบงก์, บล. และล่าสุดบริษัทประกัน ก่อนที่จะหวนคืนสู่อุตสาหกรรมกองทุนรวมอีกครั้งสำหรับ "ธิดาศิริ ศรีสมิต" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย หญิงสาวที่ร่ำรวยประสบการณ์และความสามารถอีกคนของธุรกิจจัดการกองทุนไทย วันนี้เธอจะมาแชร์มุมมองการบริหารเงินลงทุนส่วนตัวให้ฟังกัน
ธิดาศิริ บอกว่า การลงทุนของตัวเองทั้งหมดทำผ่านกองทุนรวมเป็นหลักตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตทำงานและดูแลกองทุนหุ้นมาตลอดทำให้เข้าใจและรับความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นได้ พอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะอยู่ในหุ้นเป็นหลัก อีก 20% ที่เหลือจะเป็นกองทุนตราสารหนี้และกองทุนตราสารตลาดเงิน แต่สัดส่วนในหุ้นก็ไม่ได้อยู่ 80% ตลอดเวลาขึ้นกับภาวะตลาดและการลงทุนในแต่ละช่วงเป็นสำคัญ บางจังหวะก็มีสวิตช์มาอยู่ในกองทุนตราสารตลาดเงินบ้างหรือช่วงไหนเห็นตลาดทองคำหรือน้ำมันน่าสนใจก็จะสวิตช์เข้าไปลงทุนบ้างเช่นกัน แต่หลักๆ แล้วก็จะอยู่ในหุ้นมากกว่าเพียงแต่ไม่ได้กำหนดเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนตายตัวขึ้นกับจังหวะในการลงทุนในแต่ละช่วงด้วย โดยกองทุนหุ้นที่เลือกจะมีการกระจายบลจ.ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะพิจารณาจากกลยุทธ์ซึ่งเป็นสไตล์การบริหารประกอบกับผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นๆ ด้วย เพราะผู้จัดการกองทุนมีช่วงที่จะทำผลงานได้ดี (Outperform) และในบางช่วงก็อาจจะทำได้เท่าตลาดหรือแพ้ตลาด (Nutral - Underperform) ได้เช่นกัน
"กองทุนหุ้นที่เลือกลงทุนก็จะมีทั้งกองที่เน้นบริหารเชิงรับ (Passive Fund) ซึ่งส่วนตัวจะลงทุนเมื่อต้องการมองทิศทางตลาดด้วยตัวเองผ่านระดับของดัชนีตลาดหุ้นโดยรวม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเอาไว้สวิตช์ไปมากับกองทุนตราสารตลาดเงินแต่ก็ไม่ได้ทำบ่อยมักปล่อยไปตามภาวะตลาดมากกว่า กับกองหุ้นที่เน้นบริหารเชิงรุก (Active Fund) ที่ต้องการมองหาผลตอบแทนที่มากกว่าตลาด ตรงนี้จะเลือกลงทุนแล้วถือยาวไปเลยปล่อยให้ผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่บริหารไป ซึ่งการลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาก็สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับตัวเองได้เช่นกัน"
ธิดาศิริ ยังบอกอีกว่า หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่าตราสารหนี้และตราสารตลาดเงินในแง่ของผลตอบแทนที่ให้ก็จะสูงกว่าแต่ส่วนตัวก็ไม่ได้มีเป้าหมายผลตอบแทนที่ชัดเจนเอาไว้แต่ประการใด โดยการลงทุนก็จะมองภาวะตลาดเป็นสำคัญในภาพใหญ่จังหวะไหนที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาแรงก็จะเข้าไปซื้อ โดย "กองทุนประหยัดภาษี" ส่วนตัวก็ใช้สิทธิเต็มที่ ในส่วนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เองนั้นจะมีทั้งกองที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นและลงทุนในตราสารหนี้เพื่อใช้ในการบริหารพอร์ตสวิตช์ไปมาด้วยเช่นกัน นอกจากเงินที่อยู่ใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ตรงนั้นจะเลือกลงทุนในนโยบายที่ลงทุนในหุ้นได้มากสุดแล้วไม่ได้ไปทำอะไรเลย ในช่วงหลังมานี้หลายบลจ.ก็มีกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) มานำเสนอก็ทำให้มีโอกาสในการที่จะกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันก็มีกระจายไปในกองหุ้นสหรัฐและกองหุ้นญี่ปุ่นด้วยบางส่วน แต่หลักๆ แล้วส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในกองหุ้นไทยมากกว่า
"การกระจายสินทรัพย์หลายๆ สินทรัพย์เพื่อกระจายพอร์ตการลงทุนนั้นขึ้นกับว่าเรารู้จักตัวหลักทรัพย์นั้นดีหรือเปล่า น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญมากสุด ถ้าอยากกระจายความเสี่ยงแต่ไม่รู้จักตัวหลักทรัพย์ที่เราจะลงทุนอย่างแท้จริงก็ไม่น่าจะเป็นผลบวกเท่าไร ดังนั้นการจะผสมสินทรัพย์ใดเข้าไว้ในพอร์ตการลงทุนนักลงทุนจึงควรจะต้องมีความเข้าใจในหลักทรัพย์นั้นๆ ด้วยเช่นกัน"
นอกจากเรื่องของการออมเงินและการลงทุนแล้ว ธิดาศิริ ยังมองว่า "การทำประกันสุขภาพ" มีความสำคัญไม่แพ้การออมและการลงทุน ส่วนตัวมีเป้าหมายการลงทุนเพื่อชีวิตหลังเกษียณและอยากจะเกษียณเร็วซึ่งปัจจุบันก็เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้ว ในชีวิตหลังเกษียณคุณอาจจะกำหนดไลฟ์สไตล์ของตัวเองเพื่อให้เพียงพอกับเงินที่ตัวเองมีอยู่ได้ หรือสามารถจะกำหนดได้ว่าจะใช้เงินเท่าไรให้เหมาะกับชีวิตหลังเกษียณของตัวเอง แต่ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมาคุณกำหนดไม่ได้ เงินที่คุณเก็บออมมาทั้งหมดอาจจะหายไปกับเรื่องของการรักษาพยาบาลก็ได้หากไม่มีการวางแผนเรื่องสุขภาพที่ดีเพียงพอ ทำไมคนเราซื้อประกันให้รถได้ ประกันชั้น 1 เลย ป้องกันความเสี่ยงรถก็จ่ายทิ้งเหมือนกัน แต่ซื้อประกันสุขภาพให้ตัวเองทุกคนลังเลว่าจะซื้อดีไหม บางคนมองข้ามตรงนี้ไปพอสมควร ทั้งที่ประกันรถก็จ่ายทิ้งเหมือนกัน
"อย่าลืมว่าสุขภาพและการเจ็บไข้ได้ป่วยควบคุมและกำหนดอะไรไม่ได้ ตัวเองจึงให้ความสำคัญเรื่องประกันสุขภาพค่อนข้างมาก สบายใจได้ส่วนหนึ่งมีป้องกันความเสี่ยงสุขภาพ ไม่งั้นอาจจะกระทบเงินออมที่สะสมมาก็ได้ให้หายไปกับเรื่องของค่ารักษาพยาบาลก็ได้ ส่วนประกันชีวิตหากคุณมีครอบครัวและมีคนข้างหลังที่ต้องห่วงใยก็ควรจะทำไว้เช่นกัน"
ธิดาศิริ ฝากไว้ว่า การมีวินัยในการออม และการจำกัดการใช้จ่ายของตัวเองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การออมประสบความสำเร็จ เพราะจะออมเท่าไรอยู่ที่คุณใช้เท่าไรด้วย คุณหาได้เท่าไร อยู่ที่คุณใช้เท่าไรด้วย ปัจจุบันได้ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นหรือเปล่าเพราะ "ความอยาก" มีได้ตลอดเวลา ดังนั้นการใช้จ่ายจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การออมของคุณสำเร็จหรือเปล่าด้วยเช่นกัน









