แบงก์ชาติถกกนง.เตรียมรับเฟดหั่นคิวอี หวั่นตลาดเงินเอเชียผันผวนรุนแรง "ศิริ"เผยลดคิวอีน่าห่วงมากที่สุด ขณะที่สงครามซีเรียส่งผลกระทบช่วงสั้น
นายศิริ การเจริญดี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ธปท. เตรียมรับสถานการณ์ความผันผวนที่เกิดขึ้น หาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ ขณะที่ประเมินว่าหากสหรัฐทำสงครามกับซีเรีย จะส่งผลกระทบช่วงสั้น
วานนี้ (2 ก.ย.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เชิญ กนง. ร่วมประชุมเพื่อทบทวนสถานการณ์เศรษฐกิจรายเดือน รวมทั้งประเมินสถานการณ์ในตลาดเงินและตลาดทุนโลก เพื่อดูว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
นายศิริ กล่าวว่า ยังมีการประเมินการดำเนินนโยบายของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมาว่า เป็นที่น่าเชื่อถือต่อตลาดมากน้อยแค่ไหน โดยการประชุมครั้งนี้ไม่มีการพูดคุย หรือ ลงมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
"ช่วงนี้ภาวะตลาดผันผวนค่อนข้างมาก เราเองก็ต้องคอยประเมินว่าสถานการณ์ต่างๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเราพยายามจะพบกันให้ได้เป็นประจำทุกเดือน เพื่อมารีวิวภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วง และถ้าช่วงไหนที่สถานการณ์มันผันผวนแรง เราก็พร้อมจัดประชุมนัดพิเศษขึ้น"นายศิริ กล่าว
สำหรับภาพรวมตลาดเงินและตลาดทุนโดยรวมถือว่าดีขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในซีเรีย แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องติดตามดูอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าสถานการณ์รุนแรงขึ้นก็อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนได้เช่นกัน
กนง.ห่วงเฟดลดคิวอีฉุดตลาดเงิน
นายศิริ กล่าวว่า ประเด็นที่โดยส่วนตัวมองแล้ว น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ การลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ เพราะเชื่อว่าประเด็นนี้จะมีผลต่อการลงทุนในตลาดเงินใหม่ เช่น เอเชีย ไปอีกนาน ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. ได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้อยู่แล้ว และเชื่อว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ถือว่าเพียงพอในการดูแล
"กรณีของซีเรียนั้น อาจจะส่งผลกระทบเพียงช่วงสั้น คือ ถ้าสหรัฐตกลงที่จะทำสงคราม ก็คงมีผลทางจิตวิทยาการลงทุนอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นตลาดก็จะตอบรับไป แต่กรณีเฟดนั้น มันยังอยู่กับเราไปอีกนาน และคงจะทำให้ตลาดมีความผันผวนเป็นระยะ ดังนั้นเราเองก็ต้องเตรียมการรับมือให้ดี" นายศิริ กล่าว
หวั่นทำตลาดเงินเอเชียปั่นป่วน
นายศิริ กล่าวอีกว่า กรณีของเฟดที่จะลดขนาดของคิวอีลง ทำให้ตลาดเงินในภูมิภาคเอเชียปั่นป่วนอย่างมากนั้น ส่งผลให้ กนง. ต้องหันกลับมาทบทวนการดำเนินนโยบายในช่วงที่ผ่านมาด้วยว่าเป็นที่เชื่อมั่นต่อตลาดและนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้คงต้องให้นักลงทุนเป็นผู้ประเมิน แต่อย่างไรก็ตาม กนง. เชื่อว่าการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา ถือว่าสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้พอสมควร
"เรื่องนี้เราคงประเมินตัวเองไม่ได้ทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับมุมมองความเห็นของตลาดด้วยว่าเขาจะมองเรายังไง ถ้าเขามองเราเป็นแบบสิงคโปร์ก็ไม่น่าหนักใจอะไร แต่ถ้าเขามองเราเป็นแบบอินโดนีเซียหรืออินเดียอันนี้ก็น่าหนักใจหน่อย แต่เราก็เชื่อว่าพื้นฐานเศรษฐกิจเราโดยรวม ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี"นายศิริ กล่าว
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยนั้น นายศิริ กล่าวว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวทรุดลงค่อนข้างเร็ว แต่อย่างไรก็ตามมีสัญญาณบางอย่างที่ดูแล้วทำให้ค่อนข้างเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจน่าจะกลับมาดีขึ้นได้ในอนาคต เพียงแต่สัญญาณที่ว่านี้ยังไม่ชัดเจนนัก ต้องขอติดตามดูอีก 1-2 เดือน
รับเศรษฐกิจเดือนก.ค. ชะลอผิดคาด
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี คณะกรรมการ กนง. กล่าวว่า การประชุม กนง. วานนี้ เป็นการหารือเพื่อทบทวนสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งมีเป็นประจำทุกสิ้นเดือน ซึ่งตามปกติแล้วครั้งนี้จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา เพียงแต่กรรมการบางท่านติดธุระจึงเลื่อนมาเป็นในวันจันทร์ที่ 2 ก.ย. แทน
"ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ค. ที่ยังคงชะลอตัวอยู่นั้น ถือว่าผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อดูเหตุผลแล้วถือว่ายอมรับได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นผลจากการลงทุนของภาครัฐที่ล่าช้ากว่าปกติ อันเนื่องมาจากปัญหาทางเทคนิคต่างๆ
เกาะติดเหตุการณ์รุนแรงในซีเรีย
ส่วนสัญญาณเศรษฐกิจที่บ่งบอกว่าจะดีขึ้นในระยะต่อไปนั้น เท่าที่ติดตามดูส่วนใหญ่เป็นเรื่องของฤดูกาลมากกว่า ที่ทำให้ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปกติจะดีกว่าช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจแม้จะชะลอตัวลงนั้น แต่ถือเป็นการชะลอตัวที่กลับสู่ภาวะปกติของพื้นฐานเศรษฐกิจ
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามดูในขณะนี้ คงเป็นเรื่องสถานการณ์ในซีเรีย ที่อาจมีผลต่อตลาดเงินและตลาดทุนบ้าง ขณะที่การเตรียมลดขนาดของมาตรการคิวอีของเฟด โดยส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องระยะยาว และที่ผ่านมาตลาดค่อนข้างจะตื่นตกใจกับเรื่องนี้มากเกินไป ซึ่งในส่วนของไทยนั้นเชื่อว่ารับมือได้ เพราะขนาดของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังมีสูง ในขณะที่หนี้ต่างประเทศระยะสั้นค่อนข้างต่ำ ไทยจึงมีเสถียรภาพมากกว่าในหลายๆ ประเทศ
เครดิตสวิส หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 2.7%
ด้าน เครดิต สวิส วาณิชธนกิจชั้นนำของยุโรป ออกบทวิเคราะห์ปรับประมาณการเศรษฐกิจลงเช่นเดียวกับสำนักวิจัยอื่น โดยระบุว่าตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคสำคัญในเดือนก.ค. ปีนี้ ทั้งการส่งออก การผลิตไปจนถึงตัวชี้วัดความต้องการภายในประเทศ ล้วนแต่ปรับลดลง
การผลิตด้านอุตสาหกรรมเดือนก.ค. หดตัว 9% เทียบไตรมาสต่อไตรมาส ถือเป็นการหดตัวลดลง แม้ว่าดีกว่าการหดตัวที่ระดับ 11% ในเดือนมิ.ย. การบริโภคกับการลงทุนภาคเอกชนในเดือนก.ค. ก็อ่อนแอเช่นกัน คือ ลดลง 2% และ 9.5% ตามลำดับ เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส
การหดตัวของยอดขายรถและการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) การขยายตัวของสินเชื่อภาคเอกชนชะลอตัวอยู่ที่ 12.3% เทียบปีต่อปี และจากระดับ 12.9% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งจุดแข็งเพียงอย่างเดียวในเดือนก.ค. อยู่ที่การท่องเที่ยวเติบโต 22.5% เทียบปีต่อปี และขยายตัว 25% ในเดือนมิ.ย.
ตัวเลขในไตรมาส 2 ชะลอตัวค่อนข้างมาก และเมื่อเริ่มเข้าสู่ไตรมาส 3 ตัวเลขเศรษฐกิจส่อเค้าชะลอตัว ทำให้ทีมงานเครดิต สวิส ทบทวนคาดการณ์จีดีพีปี 2556 ด้วยการปรับลดลงเหลือ 2.7% จากเดิมให้ไว้ 4% จากการปรับลดคาดการณ์จีดีพีดังกล่าว ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ของคนส่วนใหญ่ 4.3% และคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 4.2%
ทีมงาน เครดิต สวิส รอประเมินตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคเดือนก.ค. ก่อนทบทวนคาดการณ์จีดีพีปีนี้ แต่บทวิเคราะห์ครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นคาดการณ์การฟื้นตัวอ่อนแอช่วงครึ่งหลังปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ทีมงานกำลังทบทวนคาดการณ์การณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 2.7% จากเดิมให้ 4%
ปรับใหม่ส่งออกเหลือโต 3%
นอกจากนี้ เครดิต สวิส ยังปรับลดคาดการณ์การส่งออกขยายตัวเหลือ 3% จากเดิมให้ไว้ 4.5% ในปีนี้ และคาดการณ์เงินเฟ้อเฉลี่ยเหลือ 2.3% จากเดิมให้ 2.6% ปีนี้ ซึ่งคาดการณ์การส่งออกและเงินเฟ้อล้วนต่ำกว่าที่ผู้คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ เป็นผลจากพลวัตการเติบโตอ่อนแอลงไปจนถึงปี 2557 และทีมงานเครดิต สวิส ยังลดคาดการณ์จีดีพีปีหน้า เหลือ 4.5% จากเดิมให้ 5%
"เป็นเรื่องสำคัญที่จะย้ำว่า ภาพใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก การเติบโตของจีดีพีถูกถ่วงด้วยการใช้จ่ายเบาบางของผู้บริโภค โดยเฉพาะภาคครัวเรือนในชนบท และความล่าช้าในการลงทุน ขณะที่การส่งออกจะส่งเสริมพลวัตการเติบโตช่วงครึ่งหลังปีนี้ การปรับลดคาดการณ์สะท้อนพลวัตขับเคลื่อนจีดีพีไตรมาส 2 อ่อนแอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการดีดตัวกลับขึ้นมาในเดือนก.ค. ทำได้ช้าลงกว่าที่คาดไว้"
เครดิต สวิส เชื่อว่าการเติบโตของจีดีพีส่วนหนึ่งจะดีขึ้นในช่วงหลังของปีนี้ เมื่ออุตสาหกรรมการส่งออกฟื้นตัว แต่การเติบโตของความต้องการภายในประเทศจะถูกครอบงำด้วยการบริโภคซบเซาและความล่าช้าในการลงทุน และเห็นว่าความเสี่ยงเกิดจากเงินเฟ้อมีจำกัด แม้ว่าราคาน้ำมันปรับขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ บวกความเชื่อที่ว่าเงินเฟ้อทั่วไป จะลดลงช่วงครึ่งหลังปีนี้เทียบกับครึ่งปีแรก
ห่วงราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง
ขณะที่ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งในทางทฤษฎี ทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นต่อตัวเลขเงินเฟ้อของไทย ซึ่งทีมงานเครดิต สวิส เชื่อว่าขนาดความเสี่ยงมีมากขึ้น และจะยิ่งมีปัญหามากขึ้นในกรณีที่น้ำมันดิบเบรนท์ อยู่ที่ประมาณ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะส่งผลกระทบเห็นได้ให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลจากการสนับสนุนราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาลที่คงราคาตายตัวไว้ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 31 บาทต่อลิตร และการขยายตัวของจีดีพีที่อ่อนแอ
ด้วยเหตุผลข้างต้น ทีมงานเครดิต สวิส คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เทียบกับช่วงครึ่งแรกปีนี้ และเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีช่องว่างให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการเติบโต ตัวชี้วัดสำคัญตัวหนึ่งที่จับตาดูเพิ่มเติม นอกเหนือจากจีดีพี เงินเฟ้อ และ ค่าเงิน คือ การเติบโตของสินเชื่อ การชะลอตัวของตัวแปรเหล่านี้ ช่วยให้ ธปท.สบายใจมากขึ้น ที่จะสนับสนุนจีดีพีให้เติบโตมากขึ้น
"ผลจากความเสี่ยงขาลง การประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แนวโน้มเงินเฟ้อไม่ก่อปัญหา และการขยายตัวของสินเชื่อไม่มาก เราเชื่อว่าแบงก์ชาติมีช่องว่างที่จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุม กนง. ครั้งต่อไปในวันที่ 16 ต.ค. และแบงก์ชาติยังสามารถใช้มาตรการเชิงมหภาคด้วยความรอบคอบ เพื่อจัดการสิ่งกังวลเกี่ยวกับสินเชื่อภาคครัวเรือนได้" ทีมงานเครดิตสวิส สรุป









