วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คริสเตียนีเลื่อนขายพีพี หลังตลาดหุ้นร่วง

คริสเตียนีรับขายหุ้นเพิ่มทุน 175 ล้านหุ้น ไม่ทันไตรมาส 3 หลังจากตลาดหุ้นร่วงดึงราคาถูกเกินจริง เตรียมโรดโชว์กองทุนต่างประเทศเดือนต.ค.

นายสุรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) (CNT) ผู้ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า บริษัทต้องเลื่อนแผนการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงออกไป จากเดิมที่คาดจะดำเนินการแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปีนี้ เพราะว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลง จนไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท

ปัจจุบันราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5-6 บาท มีพีอีอยู่ที่ 8-10 เท่า เทียบกับพีอีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 11.5-12 เท่า และก่อนหน้านี้เคยตั้งใจจะขายหุ้นในช่วงราคา 8-10 บาท เห็นได้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันบริษัทต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างมาก บริษัทจึงขอรอดูสภาพตลาดโดยรวม และราคาหุ้นในอนาคตก่อน

กลางเดือนต.ค. นี้ บริษัทจะไปนำเสนอข้อมูลให้นักลงทุนประเทศฮ่องกง เชื่อว่าจะสร้างความสนใจให้กับนักลงทุนเพิ่มได้ โดยที่ผ่านมามีกองทุนขนาดใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเยี่ยมบริษัท และมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพคล่อง ซึ่งอาจจะทำให้กองทุนไม่สามารถถอนการลงทุน (EXIT) ได้ตามเวลาที่ต้องการ ซึ่งผู้บริหารได้หารือเรื่องการปรับแผนขายหุ้นเพิ่มทุนต่อเนื่อง หากไม่สามารถดำเนินการขายหุ้นเพิ่มทุนได้ตามกำหนด คือภายในเดือนมี.ค. 2557 คณะผู้บริหารจะนำเสนอแผนขายหุ้นเพิ่มทุนใหม่อีกครั้ง ในการประชุมคณะกรรมการบริษัทปีหน้า

เงินจากการขายหุ้นทุนครั้งนี้ บริษัทจะขยายกำลังการผลิตโครงเหล็ก ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการซื้อที่ดินพร้อมเครื่องจักรไปแล้ว 140 ล้านบาท ให้กำลังการผลิตโครงเหล็กเพิ่มเป็น 1,000 ตันต่อปี จากกำลังการผลิตเดิมที่ 300 ตันต่อปี โดยเงินลงทุนมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท หากต้องขยายกำลังการผลิตอีกครั้งตามความต้องการเหล็กโครงสร้าง ก็มีวงเงินกู้อีกบางส่วน

นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มว่า รายได้รวมปีนี้น่าจะมากกว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเป้า และอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะอยู่ที่ 6-8% ตามแผน โดยงวด 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 4,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.35% จากงวดเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.02% และ ณ วันที่ 31 ก.ค. บริษัทมีมูลค่างานในมือ (BACKLOG) 8,481 ล้านบาท ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่างานในมือ 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในปีนี้ 30% และอีก 70% รับรู้ในปีหน้า

ด้าน นายธัช ธงภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส หรือ PPS กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ากำไรสุทธิปีนี้เติบโต 10% จากปีก่อน และอัตรากำไรสุทธิที่ 10% เพิ่มขึ้นจากงวด 6 เดือนแรกปีนี้ ที่มีอัตรากำไรสุทธิที่ 6.33% โดยกลยุทธ์ในการเพิ่มกำไรสุทธิ คือ การบริหารค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเน้นการรับงานที่มีอัตรากำไรที่สูง

"ช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า บริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากการปรับเพิ่มค่าแรง 300 บาทของรัฐบาล ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวลดลงไปบ้าง แต่บริษัทจะเน้นการรับงานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง โดยจะรับงานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า 35%เพิ่มขึ้น"

บริษัทได้ไปประมูลงานที่มีกำไรสูงในต่างประเทศ ทั้งงานควบคุมการก่อสร้างสะพาน และงานควบคุมการก่อสร้างคอนโดมิเนียมพม่า และงานควบคุมการก่อสร้างในประเทศยูกันดา โดยมีมูลค่าโครงการรวมกันมากกว่า 40 ล้านบาท เพราะพม่ายังเติบโตของโครงการต่างๆ ต่อเนื่อง

ปัจจุบันบริษัทได้เจรจากับวิศวกรรมสถานของพม่า เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าไปตั้งสาขาในประเทศพม่า แต่ก็ต้องพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ หากบริษัทได้งานในประเทศพม่า ก็มีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะเข้าไปตั้งสาขาในพม่า

นายธัช กล่าวเพิ่มว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลให้รายได้ที่มาจากงานภาคเอกชนลดลง แต่เชื่อว่าโครงการภาครัฐบาลทั้งโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จะช่วยทำให้รายได้ของบริษัทนั้นมีความต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากงานภาครัฐ 20% และภาคเอกชน 80%

ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 134.20 ล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 29.87% ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 33.06% ซึ่งมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าบริษัทจะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้ปรับตัวขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้อยู่ 37 โครงการ มูลค่า 354 ล้านบาท โดยจะมีการรับรู้รายได้ในครึ่งปีหลัง 127.08 ล้านบาท และมีรายได้ที่จะรับรู้ในปี 2557-2559 จำนวน 190.47 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าหมายมูลค่างานในมือปีนี้ 400 ล้านบาท โดยจะมาจากงานที่บริษัทเข้าร่วมประมูลโครงการและคาดว่าจะได้งาน อีก 95 ล้านบาท