กลไกเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน รื้อ...โละ...ริเริ่ม
ทำอย่างไรเศรษฐกิจถึงจะเติบโต? เป็นคำถามที่มีคำตอบได้มากมาย แต่การไปถึงจุดหมายนี้ยังคงเป็นความท้าทายแก่ทุกเศรษฐกิจในโลก และที่สำคัญไม่แพ้กันคือกลไกที่นำไปสู่การเติบโตนั้น จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนเพียงใด คำถามนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกครั้ง ในสภาวะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ร้อนแรงดังเช่นอดีต
รูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่พัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ในช่วงแรก คล้ายคลึงกับประสบการณ์ของหลายประเทศ คือการขยายตัวโดยผ่านการสะสมปัจจัยการผลิต เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงาน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของประชากร
อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกแรงงานกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิตที่ยังคงการผลิตแบบเก่า เช่น ภาคเกษตรกรรม ซึ่งยังไม่สามารถยกระดับการเติบโตโดยรวมของเศรษฐกิจได้มากนัก กล่าวคือ ผลิตภาพ (ซึ่งหมายถึงผลผลิตที่ผลิตได้เมื่อเทียบกับปัจจัยการผลิต หรือ productivity) มีการเติบโตอยู่ในระดับต่ำนั่นเอง
จนถึงช่วงสองทศวรรษล่าสุด เศรษฐกิจไทยและประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกตามกระแสโลกาภิวัตน์ หลายประเทศรวมถึงไทยได้ประโยชน์ชัดเจน จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถยกระดับผลิตภาพของประเทศขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคการผลิตสมัยใหม่ เช่น อุตสาหกรรมและบริการ ถึงกระนั้นก็ตาม การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในภาคการผลิตเหล่านี้ ยังไม่ใช่ทั้งหมดของแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
ปัจจัยสำคัญอีกประการคือการจัดสรรทรัพยากรการผลิตภายในตัวเศรษฐกิจเอง ในกรณีของไทย เราจึงพบว่าภาคการผลิตแบบเก่าซึ่งมีผลิตภาพต่ำได้ "ปลดปล่อย" ปัจจัยการผลิตให้หลั่งไหลเข้าไปสู่ภาคการผลิตสมัยใหม่ที่มีผลิตภาพสูงกว่า ความสอดคล้องกันของการพัฒนาในตัวอุตสาหกรรมเอง ผนวกกับการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม จึงทำให้เศรษฐกิจไทยในอดีตเติบโตได้อย่างน่าพอใจ
ในทางกลับกัน งานวิจัยส่วนหนึ่งพบว่าบางประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาและแอฟริกา แม้จะสามารถเกาะกระแสการพัฒนาในระดับโลกได้ แต่ทรัพยากรกลับเคลื่อนย้ายในลักษณะที่ผิดทิศผิดทาง จากภาคที่ผลิตภาพสูงไปยังภาคที่มีผลิตภาพต่ำ การเติบโตโดยรวมจึงไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็น
กระบวนการข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง หรือกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยนั้นถูก "รื้อ" และจัดสรรใหม่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการ “รื้อ” ที่สนับสนุนการเติบโตในภาพรวม เช่น แรงงานเกษตรกรรมได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ทั้งการสะสมปัจจัยการผลิต และการจัดสรรทรัพยากรการผลิตระหว่างภาคการผลิต อาจถือได้ว่าเป็นรูปแบบการเติบโตที่ใช้ได้ดีกับเศรษฐกิจไทยในอดีต และประสบความสำเร็จในอีกหลายประเทศเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปคณะผู้วิจัยพบว่าแรงส่งเศรษฐกิจ จากการขยายตัวของปัจจัยทุนและแรงงานมีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ภายใต้ข้อจำกัดของปัจจัยการผลิต เช่น การสะสมทุนอยู่ในระดับต่ำ และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร ที่ทำให้ปัจจัยการผลิตไม่สามารถขยายตัวได้มากเหมือนในอดีต
ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิตของไทยก็เข้าใกล้ขีดจำกัดในระดับโลกมากขึ้น ทำให้การเติบโตแบบก้าวกระโดดเกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนี้การโยกย้ายทรัพยากรระหว่างภาคการผลิตเริ่มลดลง ตัวอย่างเช่น แม้ภาคอุตสาหกรรมจะยังมีการเติบโตของผลิตภาพที่สูงในระยะหลัง แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดทรัพยากรการผลิตเข้ามาได้มากนัก ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณว่ารูปแบบการเติบโตที่เคยได้ผลนั้น อาจกำลังจะถึงทางตันในอนาคตอันใกล้นี้
แล้วไทยจะสามารถสร้างแนวทางการเติบโตในระยะยาวได้อย่างไร? ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร การเพิ่มผลิตภาพการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยกลไกการจัดสรรทรัพยากรในระดับลึกยิ่งขึ้น แม้กลไกการจัดสรรระหว่างภาคการผลิตจะไม่ทำงาน แต่หากเกิดการโยกย้ายทรัพยากรการผลิตในระดับผู้ประกอบการ จากผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไปสู่ผู้ผลิตที่มีศักยภาพภายในภาคการผลิตเอง กลไกนี้ก็สามารถยกระดับผลิตภาพโดยรวมได้เช่นกัน
เสมือนเป็นการ "รื้อ" ลงไปถึงหน่วยย่อยของเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน เพื่อให้กลไกทำงานได้ดียิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางหน่วยของเศรษฐกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพจะต้องถูกทำลายเพื่อให้สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าได้เกิดขึ้น กล่าวคือ มีการ “โละ” ผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไป และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพได้ “ริเริ่ม” กิจการ กระบวนการ “รื้อ โละ ริเริ่ม” นี้เป็นการสรุปแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับ “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” (Creative Destruction) ซึ่งจะเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาโดยใช้ข้อมูลในระดับรายผู้ประกอบการ พบว่าเมื่อเฉลี่ยทั้งระบบเศรษฐกิจ การเติบโตของผลิตภาพในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ทรัพยากรการผลิตได้รับการจัดสรรอย่างถูกทาง (ดังภาพประกอบ) ซึ่งช่วยยืนยันว่าในภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีกระบวนการ Creative Destruction เกิดขึ้นในระดับหนึ่ง
แต่หากศึกษาแยกเป็นรายอุตสาหกรรมจะพบว่าในแต่ละอุตสาหกรรมมีระดับของ Creative Destruction มากน้อยแตกต่างกันไป และยังมีบางอุตสาหกรรมที่ Creative Destruction ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเช่นไรที่เอื้อให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้น อะไรคือปัจจัยสนับสนุนหรืออุปสรรคของ Creative Destruction และทำอย่างไร ให้กลไกนี้สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้
คณะผู้วิจัยขอเชิญร่วมหาคำตอบ ในบทความเรื่อง “กลไกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย: รื้อ โละ ริเริ่ม” ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2556 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “วางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย” โดยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมอันจะนำไปสู่แนวทางการเติบโตในอนาคต
หมายเหตุ...บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2556 ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจัดขึ้นที่โรงแรม Centara Grand at Central World กรุงเทพฯ ในวันที่ 19-20 กันยายน 2556 (รายละเอียดที่ www.bot.or.th <http://www.bot.or.th>) ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของคณะผู้เขียนโดยเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย









