สมาคมนักวิเคราะห์เร่งสำรวจความเห็นสมาชิก หลังดัชนีรูดแตะ 1,200 จุด ชี้ 2 สัปดาห์รู้ผล ดีบีเอสวิคเคอร์สนำร่องหั่นเป้าดัชนีเหลือ 1,363 จุด
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ทางสมาคมอยู่ระหว่างการจัดทำแบบสอบถามกับสมาชิกสมาคมครั้งใหม่ หลังจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการหดตัวของจีดีพีประเทศไทย มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในทุกภาคธุรกิจอย่างชัดเจน ทำให้สมาคมต้องมีการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ใหม่อีกครั้ง
"ปกติแล้วทางสมาคมจะจัดทำผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ทุก 3 เดือน แต่ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่เร่งด่วนจริงๆ ทำให้เราต้องจัดทำการสำรวจในช่วงนี้ ซึ่งห่างจากการสำรวจครั้งที่แล้วเพียง 2 เดือนเท่านั้น เนื่องจากสมาคมมีความเห็นว่ามีปัจจัยที่เข้ามากระทบกับเศรษฐกิจไทยโดยตรง"
ปัจจัยที่เข้ามากระทบตลาดหุ้นไทยนั้นมาจากการชะลอตัวเศรษฐกิจในประเทศไทยและการปรับลดจีดีพีเป็นหลัก ส่วนปัจจัยการหยุดมาตรการคิวอีของสหรัฐนั้นยังคงปกติและยังไม่ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาด รวมถึงความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศซีเรียนั้น ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยน้อยมาก ที่ผ่านมาหลายบริษัทหลักทรัพย์ ได้ปรับลดประมาณการระดับดัชนีสิ้นปีนี้ รวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียนไปแล้ว
การประเมินครั้งนี้คาดว่าดัชนีเป้าหมายปีนี้ จะถูกปรับลดลงแน่นอน และคาดจะอยู่ระดับ 1,300-1,400 จุด รวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียนน่าจะมีการปรับตัวลดลงด้วย ทั้งนี้สมาคมอยู่ระหว่างการร่างแบบสอบถาม โดยคาดจะสามารถส่งไปยังนักวิเคราะห์ในบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมได้ในปลายสัปดาห์นี้ และจะสามารถเผยแพร่บทวิเคราะห์ได้ในอีก 2 สัปดาห์
ผลการสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์ครั้งที่ผ่านมา ได้ประเมินระดับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,569 จุด จากความกังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัวและสหรัฐเล็งยกเลิกมาตรการคิวอี และความเสี่ยงในเรื่องการเมืองไทย เช่น ร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคอร์รัปชันในโครงการรับจำนำข้าว
ขณะที่อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น ปีนี้จะเติบโตเฉลี่ย 20% โดยมีระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ 13 เท่า และคาดการณ์การซื้อขายต่างประเทศ ครึ่งปีหลัง 5,636 ล้านบาท โดยประเมินว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของกลุ่มธุรกิจสำคัญปีนี้ ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 37.09% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คาดเติบโตที่ 35.63% และกลุ่มธนาคารคาดเติบโตเฉลี่ย 25.17%
และกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราตอบแทนเงินปันผลในปี 2556 ที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดไว้ที่ 5.82% กลุ่มสื่อสารคาดไว้ที่ 5.67% กลุ่มปิโตรเคมีและอสังหาฯ คาดไว้ที่ 4.85% และ 4.83% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นที่จะมีอัตราเงินปันผลตอบแทนในปี 2557 ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดไว้ที่ 5.49% กลุ่มสื่อสาร คาดไว้ที่ 4.84% และกลุ่มปิโตรเคมี คาดไว้ที่ 4.73%
ด้านบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีของเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเป็น 4.0% จากเดิม 4.6% หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 มีการ เติบโตชะลอตัวลง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาทล่าช้าออกไป ส่งผลให้บริษัทปรับลดกรอบของ ดัชนีปีนี้ลงเหลือ 1,363 จุดจากเดิม 1,540 จุด สะท้อน และปรับลดกำไรสุทธิของตลาดลงเหลือ 15% จากเดิม 20% ที่ระดับพี/อี13.8 เท่า ส่วนกรอบล่างที่อิงกับ พี/อี 12.8 เท่า ถึง 11.7 เท่า ส่งผลให้ดัชนีมีความเสี่ยงทำจุดต่ำสุดที่ 1,260 จุด ถึง 1157 จุด (เดิม 1434 จุด ถึง 1328 จุด)
ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่มีมากขึ้น หลังจากที่สหรัฐและประเทศชั้นในสหภาพยุโรปหารือตอบโต้รัฐบาลซีเรียที่ใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและทองคำให้ปรับขึ้นในระยะสั้น ส่วนเรื่องการชะลอ คิวอี ยังไม่มีความชัดเจนรวมถึงผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจเอเชีย และการอ่อนค่าของเงินในภูมิภาคนี้ และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายใน ยังคงมีต่อไปในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า และต้องจับตาเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้






