วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยูบิลลี่ยันบาทอ่อนไม่กระทบ ขยาย200สาขา

"ยูบิลลี่"คงเป้าโต 20% แม้ครึ่งปีแรกโตเกินเป้า เหตุกังวลกำลังซื้อ-การเมือง พร้อมอัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายต่อเนื่อง เผยเงินบาทอ่อนไม่กระทบ

นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ ยูบิลลี่ (JUBILE) เปิดเผยว่า จากอัตราแลกเปลี่นค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าอย่างรวดเร็วทะลุ 32 บาทต่อดอลลาร์นั้น ไม่กระทบกับผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะบริษัททำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนเงินสกุลเงินดอลลาร์นำเข้าเพิ่มเป็น 80% ของมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมด จากปกติที่ประกันอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 75% โดยผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้นั้นบริษัทยังคงเป้ารายได้เติบโต 20% เช่นเดิม

"ในส่วนอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า บริษัทไม่ได้กังวล เพราะบริษัทได้ทำความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว โดยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก บริษัทดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และครึ่งปีหลัง เป็นช่วงไฮซีซันของธุรกิจ แต่ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะมีปัจจัยหลายปัจจัยลบที่อาจเข้ามากระทบกับผลการดำเนินงานของบริษัท"

ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีการเติบโตได้ตามเป้าที่วางไว้ โดยการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22% จากเป้าที่ 20% และกำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 43.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 41.6% กำไรสุทธิครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.1% จากเป้าของบริษัทที่ตั้งไว้ที่ 13-15% โดยครึ่งปีหลัง แม้จะเป็นช่วงไฮซีซันของธุรกิจ แต่บริษัทจะไม่ปรับเพิ่มเป้าเพิ่ม เนื่องจากมีปัจจัยลบค่อนข้างมาก

ทั้งภาวะการเศรษฐกิจต่างประเทศที่ถดถอย และภาวะทางการเมืองที่มีความอึมครึม และส่งผลกระทบต่อการใช่จ่ายของลูกค้า ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ส่วนกำลังซื้อในประเทศที่เริ่มถดถอยลง บริษัทมองว่า มีผลกระทบกับบริษัทน้อยมาก เพราะกลุ่มลูกค้าของบริษัท มีสัดส่วน 2-3 %ของประชากรทั้งประเทศ 64 ล้านคน ซึ่งลูกค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ปัจจัยดังกล่าวจึงไม่ส่งผลกระทบกับ กลุ่มลูกค้าของบริษัท แต่อาจมีผลกระทบบ้างในเชิงจิตวิทยา

แต่บริษัทได้ดำเนินการออกโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นยอดขายของบริษัท ทั้งการผูกสินค้ากับบัตรเครดิต รวมถึงจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งนี้ส่วนแผนการดำเนินงานของบริษัทนั้นบริษัทตั้งเป้าที่จะมีจำนวนสาขาทั้งหมดในปีนี้ 108 สาขา จากปัจจุบันที่ 100 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพ 41 สาขา และ ต่างจังหวัดอีก 59 สาขา โดยสัดส่วนยอดขายในปัจจุบันอยู่ที่ในกรุงเทพ 56 % และต่างจังหวัด อีก 44 %

โดยบริษัทมองว่า ในต่างจังหวัดยังมีการเติบโตของเมืองที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นตามความเจริญที่มากขึ้น อีกทั้งสาขาในภูมิภาคอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่มาก แต่กลับมีสาขาของบริษัทเพียง 10 สาขา ทำให้เห็นช่อทางในการขยายสาขาได้เพิ่มขึ้นส่งผลให้บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาในอีก 3 ปีข้างหน้าให้เพิ่มขึ้นเป็น 200 สาขาใช้งบประมาณสาขาละ 6-8 ล้านบาท โดยจะเน้นขยายสาขาในต่างจังหวัดมากขึ้น โดยคาดว่าใน 3 ปีข้างหน้าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดขายในต่างจังหวัดจากระดับ 45% เป็น 50%ได้

ส่วนการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ บริษัทก็ได้ทำการศึกษาในการขยายช่องทางในการจำหน่ายในต่างประเทศ โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจอย่างบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น (CPN) เพื่อไปเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้าที่จะเปิดให้บริการในอินโดนีเซีย โดยคาดได้ข้อสรุปปลายไตรมาส 3 ของปีนี้

ในช่วงวันที่ 20-21 ส.ค.ที่ผ่านมาบริษัทได้เดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศฮ่องกง ร่วมกับบล.เคจีไอ จำกัด พบกับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศประมาณ 7-8 ราย ซึ่งนักลงทุนเหล่านั้น ได้ให้ความสนใจบริษัทอย่างมาก และติดต่อเข้ามาเพื่อขอเยี่ยมชมบริษัทอีก แม้บริษัทจะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ แต่มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง และในวันนี้ (29 ส.ค.) และวันพรุ่งนี้ (30 ส.ค.) บริษัทจะเข้าร่วมให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างชาติในงานไทยแลนด์โฟกัสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนอีกครั้ง