เวิลด์แบงก์เชื่อเงินบาทของไทยไม่โดนถล่มเหมือน "รูปี-รูเปียะห์" เหตุมีการบริหารจัดการค่าเงิน-พื้นฐานแกร่ง
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกสำนักงานประจำประเทศไทย(เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า เวิลด์แบงก์ อาจจะมีการปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้ แต่จะปรับเป็นเท่าไหร่นั้นต้องดูปัจจัยในครึ่งปีนี้เป็นส่วนประกอบ อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัว มองว่า เศรษฐกิจปีนี้เป็นไปได้ที่อาจจะขยายตัวประมาณ 4-4.5% ส่วนปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะดีกว่าปีนี้ เนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
"เศรษฐกิจไทยปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวมากกว่าปีนี้เพราะฐานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาคือ 2554-2555 สูงมาก ตั้งแต่น้ำท่วมและการกระตุ้นเศรษฐกิจการบริโภคจากนโยบายรัฐบาลทำให้ปีนี้การขยายตัวลดลงแต่ในปีหน้าฐานจากปีนี้กลับสู่ภาวะปกติประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ทั้งการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐ และเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว"
สำหรับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ นั้น เกิดจากนักลงทุนกังวลเรื่องที่สหรัฐจะชะลอมาตรการQE และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย จึงทำให้ค่าเงินบาทในช่วงนี้มีความผันผวนตามกระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกของต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น คาดว่าการส่งออกไทยในครึ่งปีหลังจะขยายตัวดีขึ้น จากครึ่งปีแรกการส่งออกชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และสหรัฐไม่ชะลอ QE ลงมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ก็จะทำให้นักลงทุนนำเงินกลับเข้ามาลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตสูงและให้ผลตอบแทนดี ซึ่งรวมถึงเอเชียและไทย เพราะมั่นใจว่าเอเซียจะเป็นศูนย์กลางการเติบโตของเศรษฐกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า
"ในระยะยาวถือว่าภูมิภาคอาเซียนยังเป็นจุดสนใจของนักลงทุนแน่นอนดังนั้นการที่ในระยะนี้เงินทุนไหลออกจากตลาดทุนในภูมิภาคนี้หรือมีความผันผวนอยู่บ้างจึงถือเป็เรื่องปกติที่จะทำให้ค่าเงินอ่อนลงไปบ้างแต่จะเป็นปริมาณมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจไทยและความชัดเจนในมาตรการ คิวอี ของสหรัฐอเมริกา ดังนั้นประเทศไทยจะต้องปรับตัวรองรับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะมีมากขึ้นในอนาคต"
ส่วนข้อวิตกกังวลว่าอาจมีการโจมตีค่าเงินบาทในอ่อนค่าลงไปอีกเหมือนกับเงินรูเปียะห์ ของอินโดนีเซีย และรูปี ของอินเดียนั้น นางสาวกิริฎา มองว่า เป็นไปได้ยากเพราะปัจจุบันเงินบาทของไทยเคลื่อนไหวลอยตัวแบบมีการจัดการ ไม่ได้เป็นอัตราคงที่เหมือนในอดีต ดังนั้นการจะเข้ามาโจมตีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งโอกาสในการทำกำไรยังมีไม่มาก และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่งจึงไม่น่าเป็นห่วง แต่อย่างไรก็ตามมองว่าค่าเงินบาทควรเคลื่อนไหวไปตามภูมิภาคและประเทศคู่แข็ง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบโอกาสด้านการส่งออก
ดังนั้น ความผันผวนในระยะนี้ก็จะอาจจะมีผลต่อการนำเข้าอยู่บ้างโดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานน้ำมันที่มีผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ก็จะเป็นผลดีต่อภาคการส่งออกทั้งนี้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าค่าเงินในประเทศคู่แข่งของไทยก็อ่อนค่าลงด้วยเช่นกันสำหรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยเชื่อว่าในครึ่งปีหลังจะไม่ลดลงไปจาก 2.5% เพราะมีเรื่องของความกังวลเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน









