วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไขรหัส“กำไรทุบสถิติทุกปี”ผ่านสองตา“เฮียฮ้อ” ณ “อาร์เอส”

ไล่สะสมหุ้นตัวเองถี่ๆมาปีกว่า บัดนี้ “เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” บิ๊กบอส “อาร์เอส” มีหุ้นเต็มเป๋า!! เพิ่มขึ้น 80 ล้านหุ้น

“กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2556 สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท” ความสำเร็จที่ “เฮียฮ้อ- สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ เจ้าของ “อาร์เอส” (RS) ภูมิใจนำเสนอ!!

“กำไร 110 ล้านบาท” ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติการณ์ จากสถิติ “อาร์เอส” มักทำกำไรเข้าคลังเพียง “ตัวเลขสองหลักต่อไตรมาส” เท่านั้น เมื่อสุขภาพทางการเงินแข็งแกร่ง “เฮียฮ้อ” ถือโอกาส “จัดหนัก” จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.15 บาทต่อหุ้น สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่จ่ายเงินปันผลเพียง 0.10 บาทต่อหุ้น

“ธุรกิจสื่อ” คือ “พระเอก” ของไตรมาส 2 สามารถโกยรายได้สูงถึง 454 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 68% หลังต้นปีที่ผ่านมาบริษัทปรับขึ้นค่าโฆษณา เพื่อให้สอดคล้องกับเรตติ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของ 5 ช่องทีวีดาวเทียม นั่นคือ “ช่องสบายดี ทีวี,ช่อง 8,You Channel,Star Max Channel และ Sun Channel รวมถึงสถานีวิทยุ Cool Fahrenheit 93 และ สบายดี เรดิโอ 88.5 จากผลสำรวจของ “นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช” พบว่า ช่องทีวีดาวเทียมและคลื่นวิทยุของอาร์เอสได้รับความนิยมอันดับ 1

“ปี 2555 เฮียลงทุนในหุ้น อาร์เอส เยอะมาก เรียกว่าซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปลายปี 2555 เฮียมีหุ้น อาร์เอส ประมาณ 220 ล้านหุ้น แต่ ณ วันนี้ มีหุ้นราวๆ 307 ล้านหุ้น หุ้นที่เพิ่มขึ้น 70-80 ล้านหุ้น มีต้นทุนเฉลี่ย 5-6 บาทต่อหุ้น บางส่วนเกิดจากการแปลงสภาพของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น 2 (RS-W2) ราคาใช้สิทธิ 1.90 บาท” “สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” หุ้นใหญ่ “อาร์เอส” เปิดใจกับ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek”

“เฮียฮ้อ” เลือกใช้ห้องประชุมเล็ก อาคารเชษฐโชติศักดิ์ 1 ซอยลาดพร้าว 15 ซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานส่วนตัว บอกเล่าอนาคตของอาร์เอสเช่นเดิม “จากนี้ 3 ปีข้างหน้า (2556-2558) บริษัทจะสร้างสถิติกำไรสูงสุดทุกปี”!! สุดท้ายจะเติบโตได้ปีละกี่เปอร์เซ็นต์ คงบอกไม่ได้ แม้จะทำนายตัวเลขอนาคตไม่ได้ แต่ก็พอมองเทรนด์ข้างหน้าออก

อนาคตเป็นงัยไม่รู้ แต่ “กำไรสุทธิ” ในปี 2556 เชื่อว่าจะดีที่สุดตั้งแต่มีอาร์เอส เรียกว่าสูงกว่าปี 2553 ที่มีกำไรสุทธิ 316 ล้านบาท ส่วนรายได้คงเฉียด 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,872 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2557 รายได้ธุรกิจมีเดียจะมีสัดส่วนมากถึง 60% เทียบกับปีนี้ที่มีสัดส่วน 50% ธุรกิจนี้อัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 50%

“อาร์เอสมุ่งแต่กำไร ไม่เน้นรายได้”

ถามว่าอะไรทำให้มั่นใจว่าจะได้ตัวเลขมาครอบครอง? “ชายวัย 51 ปี” เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า 5 ช่องทีวีดาวเทียมและ 3 คลื่นวิทยุของเราประสบความสำเร็จมาก โอกาสเติบโตในแง่รายได้ยังมีอีกเพียบ!! โดยเฉพาะในแง่ของเม็ดเงินโฆษณาในช่องทีวีดาวเทียมที่ยังสามารถปรับขึ้นค่าโฆษณาได้อีก ทุกวันนี้ราคายังต่ำ

สุดท้ายจะปรับขึ้นปีละเท่าไรคงบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด ทุกวันนี้การแข่งขันรุนแรงและดุเดือด ฉะนั้นเราต้องดูสภาพตลาดจะมานั่งดูเฉพาะตัวเองคงไม่ได้ สมมติ วันหนึ่งช่องที่มีเรตติ้งต่ำๆอยากใช้เรื่องกลยุทธ์ราคา เราคงต้องดูว่าสถานแบบนั้นเราจำเป็นต้องลดราคาแข่งกับเขามั้ย

จุดเริ่มต้น “ทุบสถิติกำไรสูงสุด” จะเริ่มเกิดในปี 2556 “ขุนพลใหญ่” เริ่มร่ายเหตุผลให้ฟังว่า ปี 2556 เป้าหมายรายได้ คือ 4,000 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิต้องสูงกว่าปี 2555 ทุกคนต้องมองอาร์เอสออกเป็น 2 PARTS นั่นคือ ภาคธุรกิจมีเดีย ประกอบด้วย ธุรกิจวิทยุ ธุรกิจทีวีดาวเทียม และภาคธุรกิจคอนเทนต์ คือ ธุรกิจเพลง ธุรกิจโชว์บิซ และธุรกิจลิขสิทธิ์กีฬา โครงสร้างแค่นี้เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมอะไรอีก

ธุรกิจเพลง ของคนอื่นเป็นงัยไม่รู้ แต่ของอาร์เอสคงไม่เติบโตหวือหวาอีกต่อไป แต่ยังคงเป็นธุรกิจที่มี “กำไรดี” และ “โตสม่ำเสมอ “สรุป คือ ธุรกิจเพลงของเราเป็นธุรกิจต้นน้ำที่ดี ปีนี้น่าจะสร้างรายได้เข้าบริษัท 10-20% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 883.2 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะอยู่ระดับ 50% อัตรากำไรสุทธิ 20%

ธุรกิจเพลงในรูปดิจิทัลยอดขายอาจไม่เยอะ แต่มันไม่มีต้นทุน เท่ากับว่าจะกลับมาในรูปแบบของกำไรเต็มๆ ที่ผ่านมาเราไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของการทำแผ่นเพลง ไม่ได้ออกอัลบั้มมานานหลายปีแล้ว แต่ในส่วนของ “อาร์สยาม” ค่ายเพลงลูกทุ่งยังต้องเน้นเรื่องแผ่น เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังคงชอบการฟังแผ่นเพลง แต่เฮียเริ่มเห็นทิศทางที่ค่อยๆลดลงแล้ว

ธุรกิจโชว์บิซ ปีนี้น่าจะสร้างรายได้ 500-600 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 718.8 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น 20% แต่ละปีบริษัทจะจัดคอนเสิร์ตเองประมาณ 6 คอนเสิร์ต เฉลี่ยเงินลงทุนคอนเสิร์ตละ 8-10 ล้านบาท แต่รายได้หลักๆของเราจะมาจากการรับงานจากลูกค้าที่มีทั้งภาคเอกชนและราชการ ที่ผ่านมาเราจะพยายามบริหารต้นทุนคอนเสิร์ตเอง โดย 1 งาน ต้องทำอัตรากำไรขั้นให้ได้ 35-40% ต่ำสุดควรอยู่ระดับ 25-30% อย่าถามตัวเลขเยอะ เฮียเป็นคนจำตัวเลขไม่ค่อยได้ (หัวเราะ)

ธุรกิจสื่อ น่าจะมีรายได้ 1,700-2,000 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 1,192.9 ล้านบาท วันนี้ช่อง 8 ประสบความสำเร็จมาก เรตติ้งสูงกว่าทุกช่องที่มีอยู่ในเคเบิลทีวี บางช่วงเวลาเรตติ้งดีกว่าช่อง Free TV อีก ฉะนั้นโอกาสโตยังมีอีกมาก ส่วนช่องสบายดี ทีวี รายการเพลงแนวลูกทุ่ง เน้นจับกลุ่มเป้าหมายทั่วไป เขาเป็นอันดับหนึ่งตลอดกาล สำหรับช่อง You Channel เจาะเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ช่องนี้อันดับหนึ่งของเซกเมนท์นี้ แต่ในแง่ของการเติบโตอาจต่ำกว่า 2 ช่องแรก เพราะไม่ได้จับกลุ่มทั่วไป เม็ดเงินที่มาจากสินค้าวัยรุ่นจะน้อยกว่าสินค้าอื่นๆ

ส่วนช่อง Star Max Channel รายการวาไรตี้ เน้นจับกลุ่มทั่วไปเช่นกัน เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ถือว่าได้การตอบรับดีมาก เปิดแค่ 2-3 เดือน มีคนพูดถึงแล้ว คาดว่าปลายปี 2556 ช่องนี้จะสร้างรายได้ทะลุเป้าหมาย 150 ล้านบาท เรียกว่ามาแรง!!ประสบความสำเร็จเร็วที่สุด ปกติเราจะใช้เวลาคุ้มทุน 2 ปี

สำหรับช่อง Sun Channel ช่องนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเม็ดเงินโฆษณาเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถหาเงินได้ถึง 2 ทาง นั่นคือ รายได้จากค่าโฆษณา และรายได้จากค่าสมัครสมาชิกเดือนละ 99 บาท สำหรับคนที่ต้องการดูฟุตบอล ลาลีกา สเปน 2013-0214 ซีซั่น 2 ผ่านกล่อง SUN BOX หรือกล่องอื่นๆ รวมถึงกล่องทีวีดาวเทียม "PSI O2 Digital" ที่กำลังจะวางขายปลายเดือนส.ค.นี้ด้วย

เขา เล่าต่อว่า 3 สถานีวิทยุของเรามีเรตติ้งดีมากบางรายการยาวนานหลายปี ยกตัวอย่าง คลื่น 93 Cool FM เราเป็นอันดับหนึ่งตลอดกาลยาวนาน 12 ปี ยอดขายโฆษณาล้นเต็มร้อยทุกปี ส่วนคลื่น “สบายดี เรดิโอ 88.5” เขาประสบความสำเร็จกว่าที่คิดดูแลตัวเองได้แล้ว สำหรับ คลื่น คูล เซลเซียส 91.5 เรตติ้งดีวันดีคืน เพิ่งเปิดแค่ 6 เดือนเอง ปลายปีนี้เขาน่าจะถึงจุดคุ้มทุน (Break Even Point) เราตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ต้นๆ 100 ล้านบาท และปี 2557 คาดว่าจะมี “กำไรสุทธิ”

เราไม่เคยวางแผนว่า ต้องการมีช่องทีวีดาวเทียมกี่ช่อง หรือต้องเพิ่มอีกกี่ช่อง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด ถามว่าอนาคตจำเป็นต้องมีช่องทีวีดาวเทียมอีกมั้ย มีสิทธิเป็นไปได้หากมีโอกาสทางการตลาดเกิดขึ้น ถามว่าเราจะประมูลทีวีดิจิทัลรึเปล่า ยอมรับว่า “สนใจ”

เราพร้อมทั้งเรื่องความเข้าใจ บุคลากร และเงินลงทุน ณ สิ้นไตรมาส 2 ที่ผ่านมาบริษัทมีกระแสเงินสด 300-400 ล้านบาท ฉะนั้นหากต้องการร่วมวงประมูลจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน หรือถ้าจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ เรากู้แบงก์ได้ หนี้สินต่อทุน (D/E) ของเราต่ำมากไม่ถึง 1 เท่า ส่วนใหญ่เป็นหนี้สั้นที่เกิดจากค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ปีหน้าคงจะชำระหมด

อยากดูรายละเอียดของการประมูลก่อน อย่าลืมการประมูลครั้งนี้มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ถ้าเรายังไม่มีข้อมูลมากเพียงพอ หรือบางเรื่องยังไม่มีความชัดเจนมันจะเกิดเป็นความเสี่ยงทันที ฉะนั้นหากถามว่าอาร์เอสจะประมูลกี่ช่อง ยังตอบไม่ได้ ขอดูต้นทุนก่อน ค่าโครงข่ายเท่าไรเรายังไม่รู้เลย บอกได้เพียงว่า ถ้าจะประมูลคงอยากได้ช่องบันเทิงและกีฬา เราทำคนเดียว อาร์เอสไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน

ธุรกิจลิขสิทธิ์กีฬา ตั้งเป้าโกยรายได้จากถ่ายทอดฟุตบอลลาลีกา สเปน ซีซัน 2 ประมาณ 700-800 ล้านบาท แต่จะเป็นลักษณะของการทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนส.ค.2556-เดือนพ.ค.2557 การรับรู้รายได้จากซีซัน 2 จะแตกต่างซีซันแรกที่ทำรายได้ได้เพียง 200 ล้านบาท ตรงที่เราสามารถหารายได้ได้หลากหลายช่องทาง ซีซันแรกเราเน้นสร้างฐาน สร้างการรับรู้ และสร้างกระแสเป็นหลัก

อาร์เอสจะทำรายได้จากฟุตบอล ลาลิกา ซีซัน 2 ได้ทั้งจากการขายโฆษณาในกล่องรับสัญญาณดาวเทียม SUNBOX SUPER FUN และกล่อง SUNBOX รวมถึงกล่อง PSI O2 Digital ขณะเดียวกันยังมีรายได้จากการขายสิทธิให้กับช่องทรูวิชั่น แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.นำช่อง Sun Channel ไปใส่ในแพลตฟอร์มของทรู 2.ทรูจะเลือกฟุตบอลบางคู่ไปออกในช่องทรูแชลแนล รายได้อีกทางที่เป็นตัวสำคัญ คือ การขายสมาชิกเดือนละ 99 บาท ปีแรกน่าจะมีสามชิก 200,000 รายต่อปี

“ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ และธุรกิจสื่อในห้างโมเดิร์นเทรด เราไม่ทำแล้ว ใช่!!เมื่อก่อนเรามองว่าธุรกิจนี้ดี แรกๆไม่ดีเขาให้เราเข้าไปสร้าง เมื่อทำจนดีเขาก็คิดค่าสัปทานแพงขึ้นเรื่อยๆ คิดไปแล้วไม่คุ้ม ทำแล้วเหนื่อยเปล่าๆ ใช้เวลาไปสร้างสื่อของเราเองดีกว่า”

“เฮียฮ้อ” ทิ้งเรื่องปิดบทสนทนา ด้วยการตอบคำถามที่ว่า “อาร์เอส” เตรียมตัวรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเปิดปลายปี 2558 อย่างไร “หลายคนเข้าใจว่าเมื่อ AEC เปิดต้องออกไปหางานทำในประเทศพม่า หรือลาว เราไม่คิดเช่นนั้น ตรงข้ามเรามองว่า เมืองไทยนี่แหละจะเป็นเมืองหลวงของ AEC อาร์เอสไม่ต้องทำอะไรเลย ตลาดเมืองไทยก็พร้อมจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาร์เอสมีธุรกิจที่แข็งแกรง ฉะนั้นจะใช้ไทยเป็นฐานที่มั่น เพื่อหารายได้ต่อไป
“ราคาหุ้น อาร์เอส เฉลี่ยวันนี้ ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน จากเฉลี่ย 5.85 บาท เป็นประมาณ 8.95 บาท นั่นเป็นเพราะนักลงทุนเริ่มมองเห็นพื้นฐานและทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปของเรา”

“หุ้น-ที่ดิน” วิธีลงทุน “เจ้าของ RS”
“สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์”
เล่าเรื่องลงทุนส่วนตัวฉบับมินิให้ฟังว่า ถามเรื่องนี้กี่ครั้งเฮียก็ยังตอบเหมือนเดิมว่า เป็นคนเก็บเงินสดไม่เยอะเฉลี่ย 10-15% ที่เหลือจะแบ่งไปลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ โดยสไตล์การลงทุนไม่เปลี่ยนแปลงมันสะท้อนนิสัยส่วนตัวทำแบบนี้มาตลอดชีวิต แต่ในแง่ของรายละเอียดอาจเปลี่ยนไปบ้างขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและโอกาส

อย่างปี 2555 ถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น เฮียจะลงทุนกับหุ้นอาร์เอสเยอะมาก ส่วนหุ้นตัวอื่นๆไม่ได้ลงทุนเยอะ ถามว่าชอบกลุ่มไหนมากสุด เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นคงใช้เพียงความชอบไม่ได้ เพราะภาวะตลาดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะมาบอกว่าชอบหุ้นแบงก์ตลอดคงไม่ได้ ใช่ว่าแบงก์จะดีทุกปีจริงมั้ย?

ถามต่อว่าช่วงนี้กลุ่มไหนโดดเด่น เฮียฮ้อ ทำท่าคิดก่อนตอบว่า สื่อบันเทิงงัย (หัวเราะ) มีโอกาสเติบโตสูง แต่ต้องเลือกบริษัทนะ อยากให้นักลงทุนหันมาศึกษา ติดตาม และทำความรู้จักในเชิงลึกกับหุ้นสื่อบันเทิงบางบริษัทในนั้นอาจรวมถึงหุ้นอาร์เอส ด้วยก็ได้

ตอนนี้เฮียถือหุ้น 4 ตัว นอกจากอาร์เอสแล้ว ที่เหลือเป็นกลุ่มอะไรไม่บอกดีกว่าแต่ถือมา 6 เดือน ถึง 1 ปีแล้ว กลยุทธ์การลงทุนเน้นถือ 3 -6 เดือน และ 1 ปี เมื่อครบกำหนดจะกลับมาดูพื้นฐานอีกครั้งว่า เปลี่ยนรึเปล่า ควรขายหรือซื้อต่อ เราเป็น “นักลงทุน” ไม่ได้เป็น “นักเล่นหุ้น” ฉะนั้นจะไม่ดูราคา ที่ผ่านมาไม่เคยมี “จุดตัดขาดทุน” (Cut Loss) เราลงทุนระยะยาว และลงในบริษัทที่ดี ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้

ส่วนเรื่องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ 2 ปีก่อน เพิ่งไปเทคโอเวอร์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง "ชื่อดัง" แห่งหนึ่งที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ตอนนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง ปลายปี 2556 คงเปิดให้บริการได้ จริงๆไม่ค่อยอยากพูดเรื่องนี้เยอะ ขอพูดเรื่องอาร์เอสดีกว่า ซื้ออสังหาริมทรพัย์เป็นความชอบส่วนตัว เล็งสอยโน่นนี่ไปเรื่อยๆ ไม่มีนัยสำคัญ