คมนาคมเร่งติดตั้งระบบอีซี่พาสบนมอเตอร์เวย์สาย 7 และ 9 ขณะที่ตั๋วร่วมคืบหน้าเตรียมประกวดราคาจัดหาระบบ คาดเปิดใช้ต้นปี"58
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการตั๋วร่วม ว่า ที่ประชุมมีมติให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)ไปประสานกับกรมสรรพากรจัดเตรียมทำระบบการเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ(อีซี่ พาส)ร่วมกันระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) และกรมทางหลวง(ทล.) เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการใช้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์สาย 7 และสาย 9 ของทล.ด้วย โดยจะต้องจัดทำแผนการดำเนินงานทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในเดือนต.ค.นี้ เพื่อให้ใช้ได้ภายในปีนี้
สาเหตุที่ต้องหาหารือกับกรมสรรพากร เนื่องจากการคิดค่าผ่านทางด่วนของ กทพ.และทล.ต่างกัน คือ กทพ.จะร่วมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ไว้ในค่าผ่านทาง แต่ ทล.ไม่ได้เก็บภาษี ดังนั้นรายได้ที่เก็บจากผู้ใช้บริการจะต้องนำส่งให้ ทล.เฉพาะค่าผ่านทางจริงเท่านั้น และให้ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้จัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง
นายเผด็จ ประดิษฐเพชร ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สนข. กล่าวถึงความคืบหน้าระบบตั๋วร่วมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษารายละเอียดทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบเคลียริ่ง เฮ้าส์ โดยคาดว่าจะเริ่มติดตั้งระบบต่างๆได้ในเดือนม.ค. 2557 ใช้เวลาติดตั้งและทดลองระบบจนถึงเดือนธ.ค. 2557 จากนั้นจึงจะสามารถใช้บริการได้ เบื้องต้นอาจจะใช้บัตรตั๋วร่วมกับระบบรางก่อน จากนั้นจึงขยายไปยังบริการขนส่งสาธารณะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ทางด่วน รถเมล์
"ใน 1 เดือนหลังจากนี้จะออกทีโออาร์เพื่อคัดเลือกผู้ติดตั้งระบบตั๋วร่วม วงเงินประมาณ 400 ล้านบาท และคัดเลือกผู้ดำเนินการบริหารจัดเก็บรายได้ ซึ่งระบบตั๋วร่วมจะมี 3 แบบ คือ 1.ทุกระบบใช้ราคาเดียว คือ 20 บาทตลอดสาย 2. คิดตามระยะทาง โดยเก็บอัตราแรกเข้าครั้งเดียว จากนั้นก็คิดตามระยะทางที่ใช้บริการ และ3.การจัดเก็บโดยกำหนดพื้นที่(โซนนิ่ง)ในการใช้บริการ ส่วนจะใช้รูปแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงคมนาคมจะพิจารณา"นายเผด็จ กล่าว
สำหรับระบบตั๋วร่วมจะมีประโยชน์กับผู้ใช้บริการอย่างมาก เพราะไม่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าหลายครั้ง โดยปัจจุบันผู้ใช้ที่ต้องเดินทางผ่านระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน จะจ่ายค่าแรกเข้า 2 ครั้ง เมื่อใช้ตั๋วร่วมจะจ่ายเพียงครั้งเดียว ขณะที่ผู้ประกอบการเดินรถไฟฟ้า จะได้รับประโยชน์ที่สามารถประหยัดค่าดำเนินการจัดเก็บเงินสด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3-5% ของรายได้ ขณะที่ค่าบริหารจัดเก็บจากระบบตั๋วร่วมจะไม่เกิน 1.5% ของรายได้ ส่วนรายได้ที่หายไปจากค่าแรกเข้านั้น กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้พิจารณารายละเอียดว่าจะต้องชดเชยอย่างไร และเท่าใด ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เมื่อปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจะทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยดังกล่าว









