เมเจอร์คาดยอดขายตั๋วปีนี้โต 10-15% จากปีก่อนที่ 33 ล้านใบ เหตุมีหนังทำเงินเพียบ เล็งปรับขึ้นค่าโฆษณาปลายปีนี้ 15%
นายนิธิ พัฒนภักดี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีแอด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายตั๋วภาพยนตร์จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10-15% โดยในปีก่อนมียอดขายตั๋วกว่า 33 ล้านใบ โดยการเพิ่มขึ้นของยอดขายตั๋วในปีนี้เพิ่มขึ้นใน 2 ลักษณะ คือ จำนวนลูกค้าที่เข้ามาชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้น และความถี่ของการเข้าชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้น โดยในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ดีของโรงภาพยนตร์ เนื่องจากมีภาพยนตร์ทำรายได้สูงเข้าฉายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ว่าเป็นภาพยนตร์จากต่างประเทศ หรือภาพยนตร์ในประเทศ โดยเฉพาะตลาดภาพยนตร์ไทย คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีมูลค่าที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้บริษัทฯสามารถขายตั๋วได้เพิ่มมากขึ้น
"ในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ดีมากสำหรับธุรกิจภาพยนตร์ เพราะมีหนังที่ทำรายได้สูงเข้าฉายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้กลุ่มลูกค้ามีความถี่ในการเข้าชมภาพยนตร์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเราจะขายตั๋วได้มากขึ้น โดยเฉพาะหนังไทยในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ดีไม่แพ้หนังจากต่างประเทศ" นายนิธิ กล่าว
ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะปรับขึ้นค่าโฆษณา 15% โดยเป็นการปรับขึ้นโดยเฉลี่ยทุกสาขา ทั้งนี้อัตราการปรับขึ้นค่าโฆษณาดังกล่าวเป็นอัตราที่ปรับขึ้นปกติในทุกปี ซึ่งบริษัทได้ปรับขึ้นล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว ทั้งนี้ในส่วนของโรงภาพยนตร์ สาขาพารากอน ในปัจจุบันได้มีการแยกออกมาเพื่อขายโฆษณาเพียงสาขาเดียว เพราะเป็นสาขาใหญ่และมีรายได้สูงที่สุด โดยที่หลังจากการแยกออกมาขายโฆษณา บริษัทสามารถปรับขึ้นค่าโฆษณา 10% และสามารถทำโปรโมชั่นกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาตามภาพยนตร์ที่เข้าฉาย หรือเป็นการโฆษณาเป็นรายเดือน ซึ่งสัดส่วนรายได้จากการโฆษณาจากสาขาพารากอน คิดเป็น 10% จากรายได้โฆษณาทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการขยายธุรกิจเพื่อเตรียมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยในปีหน้าบริษัทมีโครงการสร้างโรงภาพยนตร์มาตรฐานโลกในศูนย์การค้าอิออนมอลล์ จากประเทศญี่ปุ่น โดยจะทำการเปิดที่ประเทศกัมพูชา โดยใช้งบลงทุน 1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนโดยตรงในลักษณะการเช่าพื้นที่ของศูนย์การค้า โดยมีโรงภาพยนตร์ทั้งหมด 6 โรง และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีหน้า ทั้งนี้ในส่วนการขยายธุรกิจในเวียดนามและพม่า จะเห็นความชัดเจนในปีหน้า โดยในปัจจุบันได้มีการเจรจากับพันธมิตร รวมถึงการศึกษาการลงทุนว่าจะออกมาในลักษณะใด ซึ่งที่ผ่านมาสามารถทำได้หลายแบบ ทั้งการลงทุนเองโดยตรง หรือการเปิดในลักษณะของธุรกิจร่วมค้า
ขณะที่การขยายสาขาของโรงภาพยนตร์ในประเทศ ในปีนี้ตั้งเป้ามีสาขารวม 76 สาขา 503 โรงภาพยนตร์ ซึ่งในปัจจุบันมี 63 สาขา โดยที่เป็นสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 60% และส่วนที่เหลือเป็นสาขาในต่างจังหวัด








