สภาพัฒน์ฯแนะเพิ่มบทบาทภาครัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปี 2556 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเสนอแนะให้ภาครัฐมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลการขยายตัวเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ มีประเด็นดังนี้]
เศรษฐกิจไทยในปี 2556 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 3.8-4.3% เทียบกับการขยายตัว 6.5% ในปี 2555 อัตราเงินเฟ้อ 2.3-2.8% เทียบกับ 3% ในปี 2555 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) เทียบกับการเกินดุล 0.8% ของจีดีพีในปี 2555
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2556 สศช.ปรับช่วงประมาณการเศรษฐกิจให้แคบลงและปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากเดิม 4.2-5.2% จากเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2556 เป็นการขยายตัว 3.8-4.3%
เหตุผลหลักของการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ คือ
1) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ต่ำกว่าคาดการณ์ ทั้งนี้ ในการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 4.2-5.2% ในการประมาณการครั้งก่อนตั้งอยู่บนสมมติฐานเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 3.3-4.3% อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวเพียง 2.8% ทำให้ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยทั้งปีจะขยายตัวเกิน 4.3% น้อยลง
2) การปรับลดสมมติฐานการประมาณการที่สำคัญ โดยเฉพาะ (1) การปรับลดสมมติฐานด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจาก 3.6% ในการประมาณการเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2556 เป็น 3.3% (2) การปรับลดสมมติฐานด้านราคาสินค้าส่งออกจาก 1.5% เป็น 0.0% และ (3) การปรับลดสมมติฐานด้านการเบิกจ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายจากแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากเดิม 67,000 ล้านบาท และ 10,000 ล้านบาท ในการประมาณการครั้งก่อนเป็น 22,428 ล้านบาท และ 6,600 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการปรับเพิ่มวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้ครอบคลุมแผนการนำเข้าเครื่องบินในปี 2556 ซึ่งไม่ได้รวมคำนวณไว้ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า
3) การขยายตัวในช่วงที่เหลือของปียังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ (Downside Risk) หาก (1) การขยายตัวของการส่งออกต่ำกว่า 5.0% (2) ความต้องการรถยนต์ในประเทศและการส่งออกไม่สามารถขยายตัวชดเชยแรงส่งจากมาตรการลดภาษีให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกที่ลดลงและทำให้ปริมาณ การผลิตรถยนต์ทั้งปี ต่ำกว่าปริมาณการผลิตในปี 2555 และ (3) การเบิกจ่ายงบประมาณปกติและการเบิกจ่ายจากแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่ำกว่าสมมติฐานการประมาณการ
องค์ประกอบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภครวม ขยายตัว 2.6% ชะลอตัวลงจากการขยายตัว 6.8% ในปี 2555 และเป็นการปรับลดจากการขยายตัว 3.2% ในการประมาณการเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2556 ตามการปรับลดประมาณการการขยายตัวของการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน จากการขยายตัว 3.3% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า เป็นการขยายตัว 2.5%
สาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวในไตรมาสที่ 2 ต่ำกว่าการคาดการณ์ ตลอดจนการปรับสมมติฐานด้านปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ และการปรับลดสมมติฐานด้านราคาสินค้าส่งออก ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกลดลงจากการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคและการบริโภคภาครัฐขยายตัว 3.6% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.6% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า
2) การลงทุนรวม ขยายตัว 6% เทียบกับการขยายตัว 13.2% ในปี 2555 ซึ่งเป็นการปรับลดจากการขยายตัว 7.9% ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ตามการปรับลดอัตราการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนจากเดิม 6.3% ในการประมาณการเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2556 เป็นการขยายตัว 4% ตามข้อมูลจริงในไตรมาสที่ 2 ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์ ในขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 13.8% เท่ากับการประมาณการในครั้งก่อนหน้าเนื่องจากเป็นการปรับลดสมมติฐานด้านการเบิกจ่ายจากแผนการบริหารทรัพยากรน้ำและแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการปรับเพิ่มแผนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้ครอบคลุมแผนการนาเข้าเครื่องบินในปี 2556
3) มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ ขยายตัว 5% เทียบกับการขยายตัว 3.2% ในปี 2555 ซึ่งเป็นการปรับลดจากการขยายตัว 7.6% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้าตามการปรับลดสมมติฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจากเดิม 3.6% เป็น 3.3% ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าขยายตัว 5% ต่ำกว่า 6.1% ในการประมาณการครั้งก่อน รวมทั้งการปรับลดสมมติฐานการขยายตัวของราคาสินค้าส่งออกจากเดิม 1.5% เป็น 0.0% อย่างไรก็ตาม การปรับสมมติฐานด้านจำนวนนักท่องเที่ยวส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวสูงขึ้นกว่าผลการประมาณการครั้งที่ผ่านมา
4) มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ ขยายตัว 6.5% เทียบกับ 7.8% ในปี 2555 และเป็นการปรับลดจากการขยายตัว 7.6% ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ตามการปรับลดสมมติฐานด้านราคานำเข้าจากเดิมเพิ่มขึ้น 0.5% เป็นการลดลง 1.3%
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการนำเข้าสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 7.1% ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมาเป็น 7.8% เนื่องจากปริมาณการนำเข้าในช่วงครึ่งปีแรกยังขยายตัวในเกณฑ์สูง 5.8% แม้ว่าปริมาณการส่งออกจะขยายตัวต่ำ 1.2% ก็ตาม รวมทั้งการปรับสมมติฐานด้านการลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้ครอบคลุมแผนการนำเข้าเครื่องบินในปี 2556
5) ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.2 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับการเกินดุล 200 ล้านดอลลาร์ ในปี 2555 และเป็นการปรับลดจากการเกินดุล 3.7 พันล้านดอลลาร์ ในการประมาณการครั้งที่แล้ว โดยการเกินดุลการค้าลดลงจาก 8.9 พันล้านดอลลาร์ในการประมาณการครั้งก่อนหน้าเป็น 5.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของปริมาณการส่งออกและการนำเข้าจาก 6.1% และ 7.1% เป็น 5.0% และ 7.8% รวมทั้งการปรับสมมติฐานราคาสินค้าส่งออกและนำเข้า ซึ่งส่งผลให้อัตราการค้า (Terms of trade) ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับประมาณการครั้งก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การปรับสมมติฐานด้านการท่องเที่ยวส่งผลให้ดุลบริการปรับตัวดีขึ้นจากการประมาณการครั้งที่ผ่านมา
6) อัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 2.3-2.8% เทียบกับ 3% ในปี 2555 และ 2.3-3.3% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดประมาณการราคาสินค้านำเข้า ราคาสินค้าส่งออกและการปรับลดช่วงการประมาณจาก 1% เป็นช่วงประมาณการ 0.5%
ประเด็นการบริหารในช่วงที่เหลือของปี 2556
การบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี จึงควรให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการเพื่อรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ประกอบด้วย
1) การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2556 และไตรมาสแรกของปี 2557 การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี การเร่งเบิกจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเร่งเบิกจ่ายของกองทุนนอกงบประมาณ
2) การเร่งรัดให้เม็ดเงินที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้สามารถดำเนินโครงการลงทุนได้โดยเร็ว เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีหลัง
3) การเตรียมความพร้อมของโครงการลงทุนภายใต้แผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้โครงการลงทุนที่มีความพร้อมสามารถเริ่มดำเนินการและสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี
4) ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวและขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้สามารถขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง






