ทีเอ็มบีมองประชุมกนง. 21 ส.ค.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 แผ่ว! เชื่อเก็บ "กระสุน"ใช้ยามฉุกเฉิน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ประเมินว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงตัดสินใจคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.5% เพราะถึงแม้ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจ 2.8% จะต่ำกว่าตลาดคาดไว้ แต่ไม่หลุดกรอบประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2-4% ทำให้ กนง. อาจมองว่าการชะลอตัวดังกล่าวเป็นเพียงการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ในช่วงเช้าของวันนี้ (19 ส.ค.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่หลายฝ่ายจับตาดู นั่นคือ ตัวเลขผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือ GDP ในไตรมาสที่สองของปี
โดยสภาพัฒน์ฯ รายงานว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ชะลอลงจาก 5.4% ในช่วงไตรมาสแรก และเมื่อคิดเป็นการเติบโตรายไตรมาสจะพบว่า เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า เพราะการส่งออกหดตัวต่อเนื่องจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ชะลอตัวลงกว่าคาด
ตัวเลขการขยายตัวที่ 2.8% ดังกล่าว นับว่าต่ำกว่าที่ตลาดมองไว้ 3.3% พอสมควร ส่วนหนึ่งกดดันให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดิ่งลงเกือบ 30 จุดในช่วงเช้าของวันนั้น และทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาพูดถึงการตัดสินใจดอกเบี้ยนโยบายในวันพุธที่ 21 สิงหาคม ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% จากเดิมที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้
จากการศึกษาของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี พบว่า GDP ในไตรมาสสองของไทยขยายตัวเทียบเท่าระดับศักยภาพ จากที่ขยายตัวเหนือระดับศักยภาพประมาณ 1% ในช่วงไตรมาสแรกของปี ซึ่งการชะลอตัวลงดังกล่าวมาจากกระบวนการกลับมาสู่การขยายตัวในระดับปกติ (Normalization) หลังจากเร่งตัวสูงขึ้นมากด้วยปัจจัยเชิงเทคนิค เช่น การฟื้นตัวหลังเหตุการณ์น้ำท่วม และแรงกระตุ้นจากนโยบายรถคันแรก ในช่วงหลายไตรมาสก่อนหน้า ทำให้อาจเร็วเกินไปที่ กนง. จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ผ่อนลงมากจะเอื้อต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมก็ตาม
อีกประเด็นสำคัญที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของ กนง. คือ เรื่องผลสัมฤทธิ์ของกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านช่องทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ เมื่อเราย้อนภาพกลับไปยังการประชุมวันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่ง กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% แต่ปรากฎว่าธนาคารพาณิชย์กลับไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากลงตาม ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมไม่ว่าจะเป็นของภาคธุรกิจ หรือครัวเรือน ไม่ได้ลดลง มองได้ว่ากลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินไม่สามารถทำงานได้เต็มที่อย่างที่ กนง. ตั้งใจ
การตัดสินใจไม่ปรับดอกเบี้ยตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นผลมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์มีความกังวลด้านการแข่งขันระดมเงินฝาก เพราะที่ผ่านมาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดเงินฝากอย่างดุเดือดมากขึ้น หากแบงก์ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็อาจทำให้สภาพคล่องของตนลดลงได้ เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากไม่ปรับลดลงก็เป็นการยากที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะปรับลดลงได้ ทำให้ กนง. อาจต้องชั่งน้ำหนักในประเด็นนี้เพิ่มมากขึ้นหากจะตัดสินใจลดดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะการเร่งตัวของหนี้ครัวเรือน (สินเชื่อรายย่อยโต 18.2% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556) ก็ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ กนง. อาจต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการผ่อนคลายทางนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพราะหากลดดอกเบี้ยลง อาจกลายเป็นชนวนเร่งเติมเชื้อไฟให้ภาคครัวเรือนก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น ภายใต้บริบทแนวโน้มที่เศรษฐกิจแผ่วลง จนอาจทำให้ครัวเรือนขาดความสามารถในการชำระหนี้ ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เสียตามมา
ประเด็นสุดท้ายที่ศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่า กนง. จะให้ความสนใจ คือ การส่งออก ซึ่งยังคงเผชิญกับความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง จากปัจจัยลบภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจยุโรปที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง สหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ขยายการชะลอตัวลง เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักเหล่านี้ จะเป็นแรงกดดันต่อการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปี อาจส่งผลให้การส่งออกในปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ได้คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ 3.5%
ผลกระทบที่มีต่อการส่งออกไทยได้เริ่มเห็นตั้งแต่ช่วงไตรมาสสอง และคาดว่าจะชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาสสามถึงต้นไตรมาสสี่ของปีนี้ ทำให้ กนง. อาจตัดสินใจ “เก็บกระสุน” ไว้ใช้ในช่วงปลายปีมากกว่า









