กลุ่ม ปตท. เตรียมตั้งหน่วยธุรกิจ"อินเฮ้าส์ แบงกิ้ง"ในปี 2558 หวังปล่อยกู้กันเองในเครือ รองรับการลงทุนในอนาคตที่ต้องใช้เงินจำนวนสูง
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. มีแผนจะเปิดหน่วยธุรกิจใหม่ ซึ่งมีลักษณะเป็นเหมือนอินเฮ้าส์ แบงกิ้ง (In House Banking) เพื่อจัดระบบการสนับสนุนแหล่งเงินทุนกันเองของบริษัทในเครือ เนื่องจากกลุ่ม ปตท. มีความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมากในอนาคต ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีข้อจำกัดในการปล่อยกู้ ไม่สามารถปล่อยกู้ให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมใดกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งได้มากเกินไป
"แต่ละปีกลุ่ม ปตท. ต้องการแหล่งเงินทุนก้อนใหญ่มาก ซึ่งแบงก์คงไม่สามารถปล่อยกู้ให้ได้ทั้งหมด ในขณะที่กลุ่ม ปตท. แต่ละบริษัท มีความต้องการใช้เงินไม่พร้อมกัน บางบริษัทมีเงินเหลือจากการดำเนินงาน ก็สามารถนำส่วนที่เหลือมาปล่อยกู้กันเองในเครือ หากไม่พอจึงไปจัดหากู้เงินจากภายนอก"
เขาอธิบายว่า แนวทางข้างต้น นอกจากจะช่วยในการจัดหาแหล่งเงิน สำหรับการลงทุนในอนาคตของกลุ่ม ปตท.แล้ว ยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ในภาวะที่ต้นทุนทางด้านการเงินปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ ปตท.ได้เริ่มนำแนวทางนี้มาใช้กับบริษัทลูกของบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศก่อน 9 แห่ง จากบริษัทที่อยู่ต่างประเทศทั้งหมด 100 แห่ง โดยตั้งเป็นสำนักงาน RTC (Regional Treasury Center) มีที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เพื่อบริหารการเงินให้กับบริษัทในต่างประเทศ โดยไม่ใช้เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์
"หน่วยธุรกิจนี้ ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ไม่เหมือนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ แอลเอชแบงก์ จึงจะไม่มีการระดมเงินฝาก ซึ่งขณะนี้กลุ่ม ปตท.ได้เริ่มให้การสนับสนุนการเงินกันเองบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการจัดระบบที่ชัดเจน ในอนาคตจะต้องตั้งเป็นบริษัทใหม่ แล้วร่วมกันบริหารงานให้เป็นระบบ คาดว่าจะได้เห็นการบริหารเต็มรูปแบบ เหมือน อินเฮ้าส์ แบงกิ้ง ได้ ภายในปี 2558"
เขากล่าวด้วยว่า หลังจากนี้กลุ่ม ปตท.จะให้ความสำคัญกับการบริหารด้านการเงินมากขึ้น โดยจะมีการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการเงินแก่พนักงาน สร้างผู้บริหารด้านการเงิน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และการร่วมทุนไปต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้บริหารทางด้านการเงินเข้าไปดูแล ขณะที่บุคลากรใช้การเงินหาซื้อไม่ได้ ต้องสร้างเอง
สำหรับการลงทุนของ ปตท.จะมีการทบทวนและวางแผนการลงทุนอีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายปีนี้ โดยเบื้องต้นจะลดการลงทุนในส่วนที่ยังไม่จำเป็นออกไปก่อน มูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อรับกับสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการในต่างประเทศ เช่น ธุรกิจถ่านหิน ซึ่งราคาถ่านหินในตลาดยังไม่ฟื้นตัว เป็นต้น
"แผนลงทุน 5 ปีภายใต้งบลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน แต่เลื่อนโครงการลงทุนในปีนี้ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท ไปลงทุนในปีหน้าแทน เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่ง ปตท.จะต้องรักษาโครงสร้างทางการเงินให้มีความสมดุล เหมาะสมและรับกับต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ย"
ส่วนแผนการระดมทุน หรือจัดหาเงินกู้ในปีนี้ นายสุรงค์ บอกว่า ปตท.อาจจะออกหุ้นกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ชุดเดิมอีกประมาณ 1-3 หมื่นล้านบาท ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้
อายุหุ้นกู้ที่เหมาะสมช่วงนี้ประมาณ 10 ปี และคงจะออกเป็นสกุลเงินบาท เพราะสภาพตลาดปัจจุบันไม่เหมาะที่จะออกเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับโครงสร้างรายได้ของ ปตท. ส่วนใหญ่เป็นเงินบาท 70% และ อีก 30% เป็นรายได้สกุลต่างประเทศ









