ธนาคารทหารไทยมั่นใตสินเชื่อเอสเอ็มอีโต 40-45% ตามเป้า แม้ครึ่งแรกโตแค่ 12.1% พร้อมคุมเอ็นพีแอลไม่ให้เกิน 3.9%
นายปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสเอ็มอีและซัพพลายเชน ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า ธนาคารมั่นใจว่าการเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 40-45% แม้ว่าในครึ่งปีแรกจะเติบโตเพียง 12.1% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเติบโตในเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มียอดขายต่ำกว่า 50 ล้านบาทต่อปี โดยในครึ่งปีแรกลูกค้ากลุ่มนี้เติบโตถึง 21.9% และมีแนวโน้มที่จะขอกู้เฉลี่ย 2-3 พันล้านบาทต่อเดือนได้ในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่เอสเอ็มอีขนาดกลางมีการเติบโตเพียง 3.1% เท่านั้น
ทั้งนี้ สาเหตุที่มั่นใจว่าสินเชื่อจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากเป็นไปตามซีซั่นของธุรกิจที่ในช่วงปลายปีลูกค้าจะมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มต่างจังหวัด
ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีคิดเป็น 35% ของพอร์ตสินเชื่อรวม โดยธนาคารได้วางแผนธุรกิจ 5 ปี (2555-2559) เพิ่มสัดส่วนดังกล่าวเป็น 40% ของพอร์ต
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีอัตราการเติบโตในระดับที่ชะลอตัวลง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจจีนที่มีปัญหาด้านการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลง ทำให้ธนาคารเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในกลุ่มลูกค้าที่ทำการค้ากับประเทศจีน เช่น กลุ่มเครื่องนุ่งห่มและยางพารา เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจเอสเอ็มอีรายเล็กจะมีการกระจายตัวของธุรกิจค่อนข้างมาก ทำให้แนวโน้มโดยรวมยังไม่น่ากังวลมากนัก
ขณะเดียวกัน ธนาคารประเมินว่าแนวโน้มค่าเงินบาทที่อาจจะอ่อนค่าลงในช่วงปลายปี อาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าเอสเอ็มอีในกลุ่มผู้นำเข้า จึงเตรียมออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ให้ลูกค้าสามารถล็อคอัตราแลกเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องมีธุรกรรมกับธนาคาร รวมถึงธนาคารจะเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นจากการไปเป็นพันธมิตรร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าเป็นกลุ่มเอสเอ็มอีรายย่อย เช่น ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ธนาคารได้ดีลกับโรงงานยาสูบซึ่งจะได้รับลูกค้าในกลุ่มของผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์และดีลเลอร์ เป็นต้น
ทั้งนี้ ธนาคารเชื่อว่าจะสามารถควบคุม NPL ของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีในสิ้นปีนี้ไว้ได้ที่ 3.9% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปัจจุบัน โดยในส่วนนี้หากคิดเป็น NPL จากสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 1.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แม้มีแนวโน้มว่า NPL ใหม่ดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี แต่น่าจะไม่มากนักโดยคาดว่าจะไม่เกิน 2% ซึ่งธนาคารจะเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณา NPL ของลูกหนี้ เนื่องจากปัญหาของภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่แม้จะเติบโตแต่อยู่ในอัตราที่ชะลอลง ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจจีนอาจส่งผลต่อการค้าของกลุ่มลูกค้านำเข้าได้








