วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นิวัฒน์ธำรงชี้เปิดเออีซีโอกาสทองเอ็มอีไทย

"นิวัฒน์ธำรง"ชี้เปิดเออีซี โอกาสทองเอสเอ็มอีไทยยกระดับสู่ตลาด 600 ล้านคน มอง 5 ประเด็นท้าทาย แนะรายย่อยเร่งปรับตัว 6 ด้าน เพิ่มขีดแข่งขัน

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวปาฐกถาในงานเสวนา "AEC and SMEs Challenges : Next Step" หัวข้อ "การอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างในภูมิภาคอาเซียน ทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม" จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าไทยว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของภาคส่วนต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยขณะนี้ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมในระดับหนึ่งหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประเทศไทยมีความพร้อมอยู่ที่ระดับ 70% และเชื่อว่าจะมีความพร้อมมากขึ้นเมื่อเปิดเออีซีในปี 2558

นอกจากการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานราชการรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของเอกชนและภาคธุรกิจในการเข้าสู่เออีซี โดยเฉพาะธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมากโดยในปัจจุบันในประเทศไทยมีธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ถึง 2.6 ล้านราย หรือ 90% ของธุรกิจทั้งหมดของประเทศ และมีการจ้างงานกว่า 80% ของการจ้างงานทั้งหมด ขณะที่สามารถสร้างรายได้ในสัดส่วนของจีดีพีได้ปีละประมาณ 37% และมีสินค้าในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ส่งออกได้กว่า 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องการสนับสนุนให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดเออีซีซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่จะขยายจากตลาด 60 ล้านคนในประเทศไทย ไปสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน

นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า จากการเปิดเออีซีจะเป็นโอกาสของเอสเอ็มอีในทางตรงกันข้ามก็ถือว่ามีความท้าทายด้วยเช่นกัน โดยเอสเอ็มอีในเออีซีจะต้องเผชิญความท้าทายอย่างน้อย 5 ด้านที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อตั้งรับอย่างรวดเร็ว ได้แก่ 1.การเปิดเสรีด้านการค้าโดยสินค้าจำนวนมากจะลดภาษีเหลือ 0% 2.การเปิดเสรีภาคบริการ และให้ต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจได้ 70% ภายในปี 2558 โดยเมื่อการประชุมครม. เมื่อเร็วๆนี้ได้ผ่านความเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์สามารถไปลงนามในภาคบริการเพิ่มเติม และปัจจุบันมีการเปิดเสรีภาคบริการแล้ว 104 สาขาบริการ และจะเปิดเสรีภาคบริการจนครบ 128 สาขา ภายในปี 2558

3.การเปิดเสรีด้าน อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องดูแลผู้ประกอบการในสาขาเหล่านี้ให้แข่งขันได้ในเออีซี 4.การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ใน 8 สาขา และ 5.การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอาเซียนที่ตั้งเป้าร่วมกันว่าจะเปิดเสรีในสาขานี้ให้ได้ในปี 2563

"การพัฒนาเอสเอ็มอีไทยรัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายในการพัฒนาเอาไว้ 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพแรงงาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี การพัฒนาความสามารถในการผลิตและการใช้เทคโนโลยีในการผลิต การสร้างความสามรถทางการตลาด และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจของเอสเอ็มอี"

นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า เอสเอ็มอีของไทยจึงจะต้องมีการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในอาเซียน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การใช้ประโยชน์ในการเข้าสู่เออีซีในเชิงรุก เช่น การรุกออกไปสร้างธุรกิจหรือขยายธุรกิจเอสเอ็มอีของตนในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเติบโตของธุรกิจให้มากขึ้น 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิต 3.ยกระดับคุณภาพสินค้าและการให้บริการสู่มาตรฐานสากล 4.การพัฒนาสินค้าและบริการให้มีนวัตกรรม โดยใช้การวิจัย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทุนทางวัฒนธรรมมาใช้เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้มากขึ้น

5.การศึกษาตลาด รวมทั้งแสวงหาตลาดใหม่และรักษาตลาดเดิม และ 6.การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งหากเอสเอ็มอีของไทยสามารถเตรียมความพร้อมทั้ง 6 เรื่องนี้ได้จะสามารถเติบโตทางธุรกิจ และสามารถแข่งขันได้เมื่อเปิดเออีซีและช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทเป็นผู้นำในเออีซีต่อไป