ภาพรวมกำไรหุ้นถ่านหินครึ่งปีแรกลดลง 51.02% ขณะที่ไตรมาส2/56ลดลง 58% บ้านปูอ่วมสุด ด้านผู้ประกอบการมองผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
จากการรวบรวมข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ผู้ประกอบการถ่านหินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4 บริษัท ได้แก่ บริษัทบ้านปู (BANPU) บริษัทเอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) บริษัท เอเชียกรีน (AGE) และบริษัทลานนา ลิกไนต์ (LANNA) รายงานผลประกอบการงวดครึ่งแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิรวมกัน 2.6 พันล้านบาท ลดลง 51.02% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไร 5.44 พันล้านบาท ส่วนงวดไตรมาส2 ปีนี้ มีกำไรสุทธิรวม 1.12 พันล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 58.99% มีกำไรอยู่ที่ 2.75 พันล้านบาท
บริษัทบ้านปูเป็นบริษัทที่มีผลกำไรลดลงมากสุด โดยงวดครึ่งปีแรกลดลง 64.35% และงวดไตรมาส 2 ปีนี้ลดลง 70.46% รองลงมาเป็นบริษัทลานนา ครึ่งปีแรกกำไรลดลง 43.38% งวดไตรมาส 2 กำไรลดลง 50.51% ส่วนบริษัทถ่านหินรายเล็กกลับโตสวนทาง บริษัทเอิร์ธ ครึ่งปีกำไรโต 15.79% งวดไตรมาส 2 กำไรลดลง 8.76% บริษัทเอเชียกรีน ครึ่งปีแรกกำไรโต 179% งวดไตรมาส 2 โต 148.09% บริษัทลานนา ครึ่งปีแรกกำไรลดลง 43.38% งวดไตรมาส 2 ลดลง 50.51%
นายพนม ควรสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอเชียกรีน กล่าวว่า บริษัทคงเป้ารายได้ทั้งปีอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท และมั่นใจสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรได้จากปีก่อนขาดทุนอยู่ที่ 23 ล้านบาท โดย 6 เดือนที่ผ่านมามีกำไร 80 ล้านบาท เพราะบริษัทได้ส่งมอบออเดอร์ไปยังอินเดียไตรมาส 2 และจะส่งมอบออเดอร์ต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับมองว่าช่วงปลายปีนี้ จะได้รับออเดอร์เพิ่มจากจีน รวมถึงโครงการลดต้นทุนของบริษัทที่ยังดำเนินการต่อเนื่อง
"ภาพรวมทิศทางธุรกิจค้าถ่านหิน คาดว่าน่าจะทรงตัว โดยราคาถ่านหินน่าจะต่ำสุดแล้ว หากต่ำลงไปกว่านี้เหมืองต่างๆ อาจจะขาดทุน หรือปิดตัวลงไปอีกได้ คงต้องรอดูปลายปีนี้ ราคาอาจจะปรับตัวขึ้นจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในฤดูหนาวที่เพิ่มขึ้น และจีนอาจจะเพิ่มการนำเข้าเพราะเชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังเติบโตได้ต่อเนื่อง"กรรมการผู้จัดการกล่าว
เขากล่าวว่าด้านการลงทุนบริษัท ยังคงมีการดำเนินตามแผนการลงทุน 5 ปี (54-58) ซึ่งตั้งเป้ารายได้ช่วง 5 ปีนี้อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท โดยได้ดำเนินการไปแล้วในเรื่องขยายตลาดการส่งออกไปยังต่างประเทศ รวมถึงโครงการลดต้นทุน
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า คาดจะสรุปผลได้ภายในปีนี้ โดยเบื้องต้นจะเป็นโรงไฟฟ้าในประเทศ ประกอบกับจะมีการซื้อเหมืองถ่านหินในต่างประเทศด้วย โดยมองไปที่อินโดนีเซียและแถบอาเซียนเป็นหลัก
ด้านนายขจรพงศ์ คำดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ กล่าวว่า ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปีนี้เติบโตมาก เพราะบริษัทประสบความสำเร็จในการจัดจำหน่ายถ่านหินทั้งตลาดในและต่างประเทศ อีกทั้งบริษัทยังมีขีดความสามารถในการจัดส่งถ่านหินได้ตามคำสั่งซื้อจากลูกค้า เพราะมีเหมืองถ่านหินของตัวเอง ส่งผลให้บริษัทมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญ
"แนวโน้มของธุรกิจถ่านหินยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรมต้องการที่จะลดต้นทุนทางการผลิตลงซึ่งถ่านหินจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยประเมินราคาถ่านหินปัจจุบันน่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว และเชื่อในปี 2557 จะเป็นปีทองของธุรกิจถ่านหิน ซึ่งราคามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะเชื่อว่าถ่านหินยังเป็นเชื้อเพลิงที่แข่งขันได้ดีในตลาด "กรรมการผู้จัดการกล่าว
เขากล่าวว่าปัจจุบันบริษัทมีปริมาณสำรองถ่านหินประมาณ 45 ล้านตัน แบ่งเป็นเหมืองที่ประเทศอินโดนีเซียเหลือ 5 ล้านตัน เหมืองที่ประเทศพม่า 40. ล้านตัน และเหมือง HARY ซึ่งอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำ JORC คาดจะมีปริมาณสำรอง 30-40 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอที่จะขายได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทยังคงมองหาเหมืองแห่งใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามแผน 5 ปีข้างหน้าจะมีปริมาณสำรองถ่านหินที่ 200 ล้านตัน









