วงการข้าวชี้พาณิชย์ระบายข้าวเปลือกทำข้าวนึ่งได้ตันละ 8.7-8.9 พันบาทต่อตัน ทำตลาดป่วนไร้ราคาอ้างอิง แนะรอบใหม่ใช้รับจำนำผสมประกันรายได้
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธาน วานนี้ (14 ส.ค.) ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท วาระ 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว
ในช่วงค่ำยังคงเป็นการพิจารณา มาตรา 3 ภาพรวมงบประมาณปี 2557 โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้อภิปรายตอนหนึ่งระบุว่า ไม่เชื่อฝีมือรัฐบาลชุดนี้ในการบริหารราชการแผ่นดิน และรู้สึกเสียดายงบ 2.5 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาปู้ยี่ปู้ยำ ไม่รู้ว่ากรรมาธิการ ได้เชิญนายกรัฐมนตรีมาถามว่า รัฐบาลเอาจริงจังกับการทุจริตหรือไม่ ทั้งที่เคยประกาศว่าจะปราบทุจริตอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นห่วงปัญหาเรื่องการทุจริต โดยเฉพาะโครงการจำนำข้าวที่ปัจจุบันยังส่อทุจริตในรูปแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครเล่นจาก "นายปาล์ม" มาเป็น "มาดามกง"
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว แต่ถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ นอกจากนี้รัฐบาลบริหารโครงการจำนำข้าวล้มเหลว ขายข้าวไม่ได้ แถมยังต้องนำเข้าข้าวจากประเทศกัมพูชา พฤติกรรมที่ผ่านมารัฐบาลมีความไม่โปร่งใส แล้วยังมาของบประมาณอีก ดังนั้นตนขอปรับลดงบภาพรวมแค่ 10% เพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส ไร้ประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบเศรษฐกิจมหภาค
"ผมไม่เชื่อฝีมือรัฐมนตรีบางคน วันนี้มีปรากฏการณ์อภินิหารข้าวไทย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ข้าวสารถูกกว่าข้าวเปลือก โดยข้าวสารตันละ 1.4 หมื่นบาท ขณะที่ข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท ไม่เคยปรากฏขึ้นในโลก ล่าสุดยอมรับว่ามีการใช้งบประมาณไปในโครงการนี้แล้วกว่า 6 .5 แสนล้านบาท ซึ่งฝ่ายบริหารชุดนี้รวนเรที่ปรับราคาโครงการจำนำข้าวกลับไปกลับมา ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการลดราคาจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่ควรไปปรับลดค่าใช้จ่ายในโครงการที่ไม่จำเป็นที่สูงถึง 5 หมื่นล้านบาทดีกว่า" นพ.วรงค์ ระบุ
รัฐหมกเม็ด-ยัดไส้ของบเพิ่ม
นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อยจาก ปชป.อภิปรายว่า ขอสงวนความเห็นให้มีการปรับลดงบจำนวน 2.525 ล้านล้านบาท ลง 5% เพราะการเสนอของบประมาณตามร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ มีการหมกเม็ด และยัดไส้เพิ่มหน่วยงาน
โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล พบว่าส่วนของการจ่ายค่าเช่าโกดังสินค้า ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) งบที่ขอไว้แต่ละปีเพิ่มขึ้น เช่น อ.ต.ก. ปี 2556 ขอใช้งบประมาณเพื่อเช่าโกดังเพื่อรับรองสินค้าเกษตร 1,400 ล้านบาท ปี 2557 เสนอของบฯ 3,063 ล้านบาท
โดยจากการตรวจสอบการใช้งบประมาณของหน่วยงานส่วนดังกล่าวที่ผ่านมา พบว่า มีงบประมาณค้างท่อ เบิกจ่ายไปแล้วเพียง 10-20% เท่านั้น และในปี 2557 มีการเสนอของบประมาณโดยมีช่วงเวลาใช้งบประมาณ คือ 11 เดือน หรือตลอดฤดูกาล นอกจากนั้นพบอีกว่า รายการของบประมาณเพื่อใช้โครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ปี 2551 เป็นแบบผลุบๆ โผล่ๆ เช่น อคส.งบปี 2555 ไม่ขอเพื่อใช้เช่าโกดัง แต่ขอในปี 2557 เป็นต้น
กมธ.ตอบลดงบจำนำข้าว 990 ล้าน
ด้าน นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการฯเสียงข้างมาก ยืนยันว่า กรรมาธิการฯ เชิญทุกฝ่ายมาให้ข้อมูลในการจัดทำงบประมาณ และให้ความสำคัญมาตรา 3 ภาพรวมงบประมาณมาก กรณีที่ นพ.วรงค์ ได้ซักถามเรื่องการทุจริตหรือไม่นั้น กรรมาธิการฯ ไม่ทราบว่ามีกี่เรื่อง เพราะนพ.วรงค์ ไปยื่นเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่มายื่นเรื่องที่กรรมาธิการฯ ยืนยันว่าการปรับลดโครงการจำนำข้าว 990 ล้านบาท ถือว่าพอสมควรแล้ว
ชี้รัฐระบายข้าวนึ่ง8.9พันต่อตัน
แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผยว่า ในการระบายข้าวเปลือก สำหรับทำข้าวนึ่งช่วงที่ผ่านมา มีการเสนอราคาซื้อค่อนข้างต่ำ และทำให้รัฐต้องเคาะขายในราคาเพียงตันละ 8,700-8,900 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดที่ตันละ 14,500 บาท และต่ำกว่าราคารับจำนำที่ตันละ 15,000 บาท
การเคาะขายข้าวของรัฐบาลในราคาเท่านี้ ทำให้ผู้ค้าในวงการไม่สามารถระบายข้าวที่มีอยู่ได้ ส่งผลให้การรับซื้อข้าวในตลาดมีปริมาณน้อย เพราะไม่มีพ่อค้าต้องการเสี่ยงรับซื้อข้าวจากชาวนา เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่จะขาดทุนและขายไม่ได้ หลังจากที่รัฐบาลประกาศระบายข้าวในสต็อก ซึ่งทำให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่หันไปรอประมูลจากรัฐบาลแทนการซื้อในท้องตลาด
"การซื้อข้าวจากรัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผิดความคาดหมาย ซึ่งทำให้การซื้อขายในตลาดทั่วไปมีปริมาณลดน้อยลง แต่การที่รัฐบาลขายข้าวในราคาต่ำกว่าต้นทุนเท่าตัว ทำให้ราคาในตลาดทั่วไปตอนนี้ ปั่นป่วน เพราะไม่รู้จะโค้ดราคาอย่างไร บางครั้งพ่อค้าซื้อมาในราคาตันละ 1.4 หมื่นบาท แต่ตอนนี้โค้ดราคาขายที่ 1.1-1.2 หมื่นบาท ก็ยังไม่มีคนซื้อ” แหล่งข่าวกล่าว
รัฐเคาะขายต่ำทำตลาดป่วน
ทั้งนี้ ข้าวเปลือกที่มีการประมูลรอบดังกล่าว เป็นข้าวใหม่ จากโครงการจำนำข้าวเปลือกรอบ 2 ปี 2555/56 รอบ 2 ซึ่งเหมาะสำหรับการนำไปทำข้าวนึ่ง และสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลขายข้าวเปลือก เพื่อต้องการลดค่าใช้จ่ายจากการสีแปรสภาพข้าวและการนำข้าวเข้าโกดัง และเก็บรักษา ซึ่งข้าวดังกล่าวถือว่าเป็นข้าวดี แต่มีการขายในราคาจริงให้กับพ่อค้าต่ำมากจนเป็นเหตุให้รัฐบาลขาดทุน และส่งผลทางอ้อมต่อตลาดทั่วไป
สำหรับการขายข้าวเปลือกเจ้า 5% จากโครงการจำนำข้าวเปลือกรอบ 2 ปี 2555/56 รอบ 2 ปริมาณ 200,000 ตัน เพื่อทำเป็นข้าวนึ่งส่งออกเมื่อ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา คาดว่าจะอนุมัติขายข้าวให้กับผู้ส่งออกที่เสนอซื้อ 4 ราย ได้แก่ บริษัท นครหลวงค้าข้าว, บริษัท ไชยพร ไรซ์ แอนด์ ฟู้ด โปรดักส์, บริษัท เอเชีย โกลเด้นไรซ์ และ บริษัท กมลกิจ จากที่เสนอซื้อทั้งสิ้น 5 ราย คิดเป็นปริมาณรวม 120,000 ตัน
อย่างไรก็ตาม ราคาซื้อข้าวเปลือกเจ้าในระดับตั้งแต่ตันละ 8,000 บาท ถึง 1 หมื่นบาท ต่ำกว่าราคาส่งออกข้าวนึ่ง 100% ของไทยปัจจุบันขายตันละ 520-530 ดอลลาร์สหรัฐ คิดทอนกลับมาเป็นเงินบาทอยู่ที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท เมื่อทอนเป็นต้นทุนข้าวเปลือกจะอยู่ที่ตันละ 1.1 หมื่นบาท
ทั้งนี้ การขายราคาดังกล่าวทำให้รัฐขาดทุนประมาณตันละ 5,000-7,000 บาท เนื่องจากต้นทุนรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าของรัฐบาลอยู่ที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท
โรงสีปัดลดค่าสีแปรเหลือ 400 บาทต่อตัน
แหล่งข่าวจากโรงสีข้าว กล่าวว่า ในส่วนความพยายามให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำ ปรับลดค่าสีแปรสภาพจาก ตันละ 500 บาทเหลือ ตันละ 400 บาท นั้นไม่สามารถปฏิบัติตามได้ เพราะต้นทุนการสีแปรจริงอยู่ ที่ตันละ 550-700 บาท รวมค่าขนส่ง และแม้รัฐบาลจะอ้างว่ามีข้าวจำนวนมากให้สีแปรทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง แต่ในทางปฏิบัติการสีแปรสภาพไม่ได้ดำเนินการในครั้งเดียวจำนวนมากๆ แต่เป็นการสีแปรตามกำหนดเวลาที่หน่วยงานรัฐบาลสั่งการมา จึงไม่สามารถลดต้นทุนได้จริงตามที่รัฐอ้าง และยังมีปัจจัยค่าไฟฟ้า ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นด้วย
"อัตราตันละ 500 บาท มีใช้มาตั้งแต่ 6-7 ปีแล้ว ตอนนี้ต้นทุนทุกอย่างเพิ่มขึ้น นอกจากจะไม่ได้ขอเพิ่มค่าสีแปรแล้วยังมาขอลด ซึ่งการขอลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ จึงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติตามได้ยากมาก"แหล่งข่าวกล่าว
แนะรอบใหม่จำนำคู่ประกันรายได้
ทั้งนี้ เชื่อว่าการดำเนินโครงการรับจำนำรอบใหม่ จะมีปัญหาค่อนข้างมาก เพราะรัฐต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายสูงทั้งค่าข้าวที่กำหนดราคาสูง และค่าใช้จ่ายบริหารจัดการโครงการ ขณะเดียวกัน ปริมาณที่มีเพิ่มขึ้นในสต็อกจะเป็นแรงกดดันให้ราคาข้าวไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ จึงอยากเสนอให้รัฐบาล ใช้วิธีการรับจำนำในรูปแบบการตั้งโต๊ะซื้อข้าวเพื่อดึงซัพพลายจากตลาด เพื่อให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยสูง และไม่ต้องให้ไทยกลายเป็นผู้อุดหนุนชาวโลกให้ได้ซื้อข้าวในราคาต่ำ ซึ่งการดำเนินการนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการประกันรายได้ เพื่อให้ชาวนามีรายได้ที่เหมาะสมและแน่นอน
ชี้เอเชียสต็อกข้าวล้น
เว็บไซต์โอไรซา รายงานว่า ตลาดข้าวโลกมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่มากขึ้น จากการที่ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย ต่างเผชิญกับความท้าทายของตัวเอง ที่ล้วนแต่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยดูเหมือนว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะไม่สร้างผลดีต่อฝ่ายใดเลย
ในเอเชียนั้น สต็อกข้าวยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ภาครัฐดำเนินกลไกต่างๆ เพื่ออุดหนุนราคาข้าว ซึ่งข่าวร้ายสำหรับเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า ต้นทุนในการดำเนินการดังกล่าว กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนบางครั้งสูงเกินกว่าราคาข้าว ขณะเดียวกัน บรรดาผู้ซื้อต่างมองเห็นถึงปริมาณข้าวเอเชียที่เพิ่มมากขึ้น และไม่ต้องการที่จะจ่ายเงินมากเกินไป
สถานการณ์ข้างต้นเลวร้ายลงมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า กำลังเกิดความกังขาในคุณภาพของข้าวส่วนใหญ่ในเอเชีย โดยคุณภาพข้าวไทยได้ลดต่ำลง ภายใต้โครงการรับจำนำข้าว และจากการที่รัฐบาลเก็บข้าวที่รับจำนำมาเกิน 1 ปีแล้ว
ตลาดข้าวโลกชะงักงัน
ความเสียหายในตลาดข้าว ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเอเชียเท่านั้น โดยการจัดหาข้าวในสหรัฐ และอเมริกาใต้ ยังคงตึงตัว และการซื้อขายก็เป็นไปอย่างติดขัด เนื่องจากผู้ซื้อไม่อยากจ่ายเงินแพงขึ้น เพราะเห็นว่าเอเชียมีสต็อกข้าวอยู่จำนวนมาก ส่วนผู้ผลิตก็ไม่เต็มใจที่จะขายในราคาต่ำ เมื่อพิจารณาจากการจัดหาในระดับต่ำภายในภูมิภาคและจากเอเชีย
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดข้าวโลก ยังไม่มีความสนใจที่จะดำเนินการจัดหาข้าวจากเอเชีย ไปให้กับละตินอเมริกา จากอุปสรรคในเรื่องค่าระวางขนส่ง และความกังวลในเรื่องคุณภาพ
กิตติรัตน์ยันตัดงบ 3.1 หมื่นล้าน
ช่วงเช้าของการพิจารณางบประมาณ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ได้ชี้แจงสรุปสาระสำคัญการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายดังกล่าว ว่า กมธ.พิจารณาปรับลดงบประมาณจากส่วนราชการต่างๆ ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท และเพิ่มงบประมาณแก่ส่วนราชการต่างๆ ในสัดส่วนเท่าที่ได้ปรับลด ทำให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2557 มีจำนวนเท่าเดิมที่ 2.5 ล้านล้านบาท
การปรับลดงบประมาณของส่วนราชการต่างๆ นั้น ทาง กมธ.ได้พิจารณาจากความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย การดำเนินงานจริง และนำผลใช้จ่ายจริงในปีที่ผ่านมา มาประกอบการพิจารณาอย่างเข้มงวด ตลอดจนความพร้อมในการดำเนินงาน เช่น 1.โครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือ โครงการที่ได้ทำไปแล้ว โดยได้ใช้จ่ายจากการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในปี 2556 หรือโครงการที่กันงบเหลื่อมปี
2.โครงการที่เป้าหมายไม่ชัดเจน มีค่าใช้จ่ายไม่ประหยัด เช่น ค่าใช้จ่ายฝึกอบรม การจ้างที่ปรึกษาวิจัย 3.โครงการที่มีผลงานล่าช้าและคาดว่าจะไม่สามารถใช้ได้ทันในปี 2557 และ 4.รายการงบที่สามารถประหยัดได้ เช่น การปรับราคาครุภัณฑ์บางประเภทที่มีแนวโน้มลดลง 5.การใช้เงินจากแหล่งเงินอื่น เช่น เงินรายได้ หรือเงินสะสมที่คงเหลือในหน่วยงานต่างๆ กองทุน และเงินกองทุนหมุนเวียนหรือเงินนอกงบประมาณ เช่น การได้รับจัดสรรเงินกู้
เพิ่มงบให้องค์การอิสระ-อปท.
ส่วนการเพิ่มงบประมาณนั้น ทาง กมธ.ได้พิจารณาจากรายการของส่วนราชการที่ครม.เห็นชอบ และหน่วยงานของสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอิสระ ที่ได้เสนอคำขอแปรญัตติต่อกมธ.โดยตรง มีวงเงินเท่าที่ปรับลดแบ่งเป็น 1.เพิ่มให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ กองทุน เงินทุนหมุนเวียน จำนวน 2.4 หมื่นล้านบาท หนุนการดำเนินนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล
2.จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 8.5 พันล้านบาท หนุนแผนจัดการ อปท. ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน






