4 บริษัทกลุ่มชิ้นส่วนประกอบรถยนต์โชว์กำไรลดลง 14% หลังกำลังซื้อจากยุโรปชะลอ-ค่าเงินบาทกดดันรายได้ส่งออก
รายงานจากตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า ผลประกอบการกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ในไตรมาส 2/2556 กำไรสุทธิลด 14% โดยบริษัท อินเตอร์ไฮด์ หรือ IHL แจ้งว่า กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 53.54 ล้านบาท ลดลง 14.35% จากงวดเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกปี 2556 อยู่ที่ 115.67 ล้านบาท ลดลง 20.97%
ส่วนบริษัท เอเซีย พรีซิชั่น หรือ APCS แจ้งว่า ไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทขาดทุนสุทธิ 8.83 ล้านบาท ลดลง 134.32% จากงวดเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 25.73 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทขาดทุนสุทธิ 5.53 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 53.08 ล้านบาท ลดลง 110.42%
ทั้งนี้ บริษัท เอเซีย พรีซิชั่น ชี้แจงสาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจากรายได้ที่ลดลง 14.90% ในงวดไตรมาส 2 ปีนี้ และลดลง 8.92% ในงวด 6 เดือนแรกปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากการอ่อนตัวของคำสั่งซื้อจากลูกค้าในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ทำให้บริษัทใช้กำลังการผลิตของเครื่องจักรอยู่ในระดับต่ำกว่าสภาวะปกติ ประกอบกับค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล และค่าใช้จ่ายในการบริหารและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการขยายกำลังการผลิต
ขณะเดียวกัน บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ หรือ FPI แจ้งว่า มีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปีนี้ อยู่ที่ 47.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.83% ส่วนงวด 6 เดือนแรกปี 2556 มีกำไรสุทธิ 88.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.87% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 63.46 ล้านบาท และบริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี หรือ SAT มีกำไรสุทธิ 148.28 ล้านบาท ลดลง 8.51% ส่วนงวด 6 เดือนแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 386 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.68% ซึ่งสาเหตุที่กำไรปรับตัวลดลงมาจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ด้าน นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ และอุปนายกสมาคมชิ้นส่วนยานยนต์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้ จะเติบโตประมาณ 3-5% จากปีก่อนที่มียอดการผลิต 2.48 ล้านคัน ในขณะที่อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คาดจะเติบโตประมาณ 10% หรือมีมูลค่าประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ มองว่าปัจจัยเสี่ยงสำหรับธุรกิจยานยนต์ของไทย โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อยู่ที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นมาตั้งบริษัทลูกในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และสามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยไม่สามารถขอ BOI ได้ ทำให้อำนาจต่อรองลดลงไป โดยในส่วนของสมาคมฯ อยู่ระหว่างการเสนอต่อภาครัฐให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศสามารถขอ BOI ได้ นอกจากนี้ ในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างผันผวน ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญสำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย
นายสมพล กล่าวเพิ่มว่า ภาพรวมธุรกิจปีนี้ เชื่อรายได้และกำไรสุทธิจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% โดยแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงเน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก โดยช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีสัดส่วนยอดขายต่างประเทศ 87.70% และยอดขายในประเทศ 12.30% ขณะเดียวกันจะเน้นการพัฒนาสินค้าและโมเดลใหม่ เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดย 6 เดือนหลังจะลงทุนเครื่องจักรประเภทแม่พิมพ์อีก 100 ล้านบาท จากที่ลงทุนไปแล้ว 50 ล้านบาทในครึ่งปีแรก
ปัจจุบันบริษัทมีมูลงานในมือในส่วนของลูกค้าการผลิตเพื่อส่งประกอบให้โรงงาน (OEM) ประมาณ 292 ล้านบาท ทยอยรับรู้ภายใน 2 ปี โดยจะรับรู้ในปีนี้ประมาณ 70 ล้านบาท ส่วนลูกค้าในตลาดอะไหล่ทดแทน (REM) มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัท สมบูรณ์ แอดว๊านซ์ เทคโนโลยี (SAT) จะลดลงต่อเนื่อง โดยคาดยอดการผลิตรถยนต์จะชะลอตัวลงในไตรมาส 3 เพราะว่าความต้องการในประเทศที่อ่อนตัวลง หลังจากสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรกของภาครัฐ แต่ความต้องการดังกล่าวน่าจะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้ จากการส่งเสริมการตลาดผ่านการจัดงานมอเตอร์โชว์ ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรหลักในปีนี้ จะขยายตัวขึ้น 4.4% จากปีที่แล้วเป็น 829 ล้านบาท






