"พงษ์ศักดิ์"รับลูกเร่งพิจารณาตั้งกองทุนชดเชยสิ่งแวดล้อม เผยจะต้องรอบคอบเพราะอาจจะกระทบต่อราคาน้ำมันไปสู่ผู้บริโภค
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแนวคิดในการตั้งกองทุนชดเชยสิ่งแวดล้อมหลังจากได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุม ครม. วันนี้ (13 ส.ค.) ให้กระทรวงพลังงาศึกษาในรายละเอียดการจัดตั้งว่า เบื้องต้นกองทุนฯนี้จะเป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการขุดเจาะ และขนถ่ายน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องดปริมาณการค้าทั้งหมดก่อนว่ามีมูลค่าเท่าไรจึงจะสามารถมาคำนวนชดเชยความเสี่ยงได้
กองทุนฯนี้ จะต่างจากกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า เพราะสามารถกำหนดพื้นที่ชุมชนที่ได้รับประโยชน์รอบโรงไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน ในขณะที่กองทุนชดเชยสิ่งแวดล้อม จะมีขอบเขตที่กว่างกว่า เพราะการที่น้ำมันรั่วไหลในทะเลมีโอกาสที่จะขึ้นสู่ฝั่งได้ตลอดแนวชายฝั่งทั่วประเทศ ดังนั้นจึงกำหนดขอบเขตการใช้กองทุนได้ยาก แต่ถ้าหากจะเป็นการชดเชยให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบทุกครั้งที่เกิดเหตุน้ำมันรั่ว ก็ต้องลงมาดูว่ามีวิธีการใดบ้างจะเป็นการลงขัน หรือเป็นการใช้ระบบประกันภัยที่มีต้นทุนต่ำกว่า เพราะหากตั้งเป็นกองทุนฯก็จะต้องมีภาระค่าขนส่งน้ำมันเพิ่มสุดท้ายก็ต้องมาบวกเป็นต้นทุนทำให้น้ำมันมีราคาแพงขึ้น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาดูทุกรูปแบบอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้แนวทางที่ดีและกระทบต่อต้นทุนน้ำมันน้อยที่สุด
คาดว่าการศึกษาจัดตั้งกองทุนชดเชยสิ่งแวดล้อมคงจะใช้เวลาไม่นาน โดยจะเขาไปศึกษาแบบอย่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีมาตรการป้องกันสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดว่ามีวิธีการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างไร จากนั้นจะนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
ส่วนความคืบหน้าการสอบสวนถึงสาเหตุของน้ำมันรั่วนั้น คาดว่าในวันพรุ่งนี้ (14ส.ค.) คณะกรรมการตรวจสอบที่มีคุณหญิงทองพิพ รัตนรัต เป็นประธาน จะได้ข้อสรุปในเบื้องต้น โดยตนเองจะเข้าไปนั่งฟังด้วย ส่วนการเยี่ยวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ พีทีทีจีซี ได้จ่ายเงินเยียวยาตามคำแนะนำของคณะกรรมการเยี่ยวยาที่มีผู้ว่าราชการ จ.ระยอง ซึ่งแม้ว่าจะมีข่าวว่าผู้ที่ได้รับเงินชดเชยบางส่วนจะไม่ได้รับความเดือดร้อนจริงแต่คาดว่าจะมีเพียงไม่กี่ราย เพื่อให้การให้ความช่วยเหลือตกไปสู่มือของชาวบ้านให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเข้าไปป้องกันแก้ไขไม่ให้ทุ่นรับน้ำมันนี้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอีก เพราะเกิดการรั่วอีกก็จะกระทบต่อเกาะเสม็ดอีก ดังนั้นการวางแผนให้รัดกุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุอีกจึงเป็ฯเรื่องเร่งด่วยที่สุด








