ทียูเอฟ เผยไตรมาส 2/56 กำไรอยู่ระดับ 359 ล้านบาท ลดลง 64% เหตุราคาวัตดุดิบพุ่ง-โรคระบาดในกุ้ง มั่นใจทั้งปียังเติบโตได้ 10%
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (ทียูเอฟ) ผู้นำอาหารทะเลส่งออก กล่าวถึง ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2556 ว่า บริษัทมียอดขายในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 935 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้เท่ากับ 852 ล้านดอลลาร์ และมียอดขายในรูปเงินบาทเท่ากับ 28,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 / 2555 ที่มีรายได้เท่ากับ 26,764 ล้านบาท โดยไตรมาส 2 นี้มีกำไรสุทธิ 359 ล้านบาท ลดลง 64% จากปี 2555 ที่ทำกำไรสุทธิเท่ากับ 1,001 ล้านบาท หรือลดลง 64% คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.31 บาท
และเมื่อพิจารณาภาพรวมผลการดำเนินในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมียอดขายในรูปเงินเหรีญสหรัฐเท่ากับ 1,759 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดขาย 1,674 ล้านเหรียญสหรัฐ และมียอดขายในรูปเงินบาทเท่ากับ 52,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปีก่อน ที่มียอดขาย 52,062 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิรวม 6 เดือนแรกเท่ากับ 1,033 ล้านบาท
สำหรับสัดส่วนรายได้ของบริษัทช่วงครึ่งปีแรกโดยแบ่งตามผลิตภัณฑ์หลัก 6 กลุ่มธุรกิจ กลุ่มธุรกิจปลาทูน่า มีสัดส่วน 50% กลุ่มธุรกิจกุ้งและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกุ้ง 22% กลุ่มธุรกิจปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรล 7% กลุ่มธุรกิจปลาแซลมอน 4% กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง 7% และกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและผลิตภัณฑ์อื่นๆ 10% ขณะที่สัดส่วนรายได้ของบริษัทโดยแบ่งตามตลาดมีดังนี้ สหรัฐอเมริกา มีสัดส่วน 38% สหภาพยุโรป 31% ขายในประเทศ 8% ญี่ปุ่น 8% และประเทศอื่นๆ 16%
ขณะที่ปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องในไตรมาสนี้ ราคาวัตถุดิบปลาทูน่ายังมีความผันผวน จากราคาเฉลี่ยในไตรมาสแรก 2,198 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาเฉลี่ยในช่วงไตรมาส 2 เท่ากับ 2,178 เหรียญสหรัฐต่อตัน ถึงแม้ว่าราคาเฉลี่ยในไตรมาส 2 จะลดลงเล็กน้อย แต่ช่วงระหว่างไตรมาสราคามีความผันผวนมาก และจากราคาที่ผันผวนนี้ ยังทำให้ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อ เพราะยังไม่มั่นใจเรื่องราคา ส่วนปัจจัยจากวัตถุดิบกุ้งในไตรมาสนี้ ยังคงสูงต่อเนื่องจากไตรมาสแรก อันเป็นผลจากโรคระบาด EMS กุ้งมีราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี โดยราคากุ้งในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 20% (ขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัม) เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรก หรือเพิ่มขึ้นถึง 72% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2555 จึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจการแปรรูปกุ้งเพื่อการส่งออก
การดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก มีความท้าทายสูงมาก แต่เรายังเชื่อมั่นว่า แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มดีขึ้น จากการปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงมุ่งเน้นการพัฒนาในส่วนของธุรกิจหลักให้เข้มแข็งและมีศักยภาพมากที่สุด เน้นความสามารถการทำกำไรอย่างใกล้ชิด โดยหันมาใช้ทรัพยากรด้านการผลิตต่างๆ ของบริษัทฯ ที่เราเข้าไปลงทุน เช่น บริษัท แพ็คฟู้ด ที่มีอยู่มาพัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบกับจุดแข็งของเราที่เป็นผู้ผลิตอาหารทะเลได้อย่างครบวงจร อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมั่นใจว่า ปีนี้จะยังเติบโตที่ 10% และคาดว่ายอดขายปีนี้จะใกล้เคียงที่ระดับ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ









