เงินบาทกลับมาแข็งค่า ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น หลังความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการเมืองในประเทศคลายตัวลงบางส่วน
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลวันแม่ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.40% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 2.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 13-16 ส.ค. 2556 จะมีการนำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคาร ขณะที่คงจะมีสภาพคล่องทยอยไหลกลับเข้าระบบธนาคารหลังวันหยุดยาว ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 2.50%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.52% ในวันศุกร์ ลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.57% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับลงลงในสัปดาห์นี้ โดยมีแรงซื้อจากกองทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ขณะที่แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอลง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.59% ในวันศุกร์ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 2.60% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ หลังข้อมูลภาคบริการสหรัฐฯออกมาสดใส พร้อมกับมีแรงขายจากนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับจังหวะเวลาการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ที่กำลังเข้าใกล้ขึ้น ก่อนที่อัตราผลตอบแทนจะปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุน หลังราคาพันธบัตรปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทฟื้นกลับมาแข็งค่า หลังแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 1 ปีที่ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับการชะลอมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดตัวกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ เพื่อทำกำไรของนักลงทุน และสถานการณ์การเมืองในประเทศที่เริ่มคลี่คลายลง
ในวันศุกร์ (5 ส.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.23 เทียบกับระดับ 31.38 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 ส.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (12-16 ส.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขาแอตแลนตาและสาขาเซนต์หลุยส์ ซึ่งอาจสะท้อนสัญญาณเกี่ยวกับมาตรการ QE ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนส.ค. ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้าง ข้อมูลงบประมาณของรัฐบาลกลางเดือนก.ค. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนมิ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรแข็งค่าขึ้น โดยมีแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาในเชิงบวก (อาทิ ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนก.ค. ของหลายๆ ประเทศในยูโรโซน รวมถึงดุลการค้าที่เกินดุลสูงเกินคาด และสัญญาณแข็งแกร่งจากข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย.ของเยอรมนี) ซึ่งทำให้นักลงทุนเพิ่มความคาดหวังต่อการฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจยูโรโซน นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังเผชิญแรงเทขาย หลังข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในเดือนก.ค.ของจีนออกมาดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ นักลงทุนยังคงหาสัญญาณที่แน่ชัด เพื่อประเมินช่วงเวลาที่แน่นอนของการเริ่มลดขนาดมาตรการ QE ของเฟด
เงินเยนแข็งค่าขึ้น โดยได้รับแรงหนุนในช่วงแรกจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินไว้ตามเดิม ประกอบกับมีสัญญาณว่า อาจมีแรงซื้อเงินเยนเพิ่มมากขึ้นก่อนกลางเดือนส.ค. ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดเทศกาล "Obon" (ที่นักลงทุนญี่ปุ่นโอนผลประกอบการจากต่างประเทศ) และมีการจ่ายดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
ในวันศุกร์ (5 ส.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3376 เทียบกับ 1.3281 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 ส.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 96.46 เทียบกับ 98.93 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น หลังนักลงทุนคลายความกังวลทางการเมืองลง ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,432.25 จุด เพิ่มขึ้น 0.80% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 13.74% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 29,966.63 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อย และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 389.86 จุด เพิ่มขึ้น 0.98% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ออกมาดี และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐฯ ขณะที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการเมืองลงบางส่วน อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับลดลงในวันศุกร์ จากแรงขายทำกำไรก่อนวันหยุดยาว หลังจากที่ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 วันทำการ
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 13-16 ส.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงแกว่งตัว โดยมีโอกาสฟื้นตัวขึ้น ขณะที่ต้องจับตารายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Mich. Confidence Index) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,430 และ 1,414 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,464 และ 1,519 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟด โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 15,470.67 จุด ลดลง 1.20% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อเนื่อง หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดถึง 4 ท่านได้ออกมาส่งสัญญาณถึงโอกาสในการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในปีนี้
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับลดลง จากการแข็งค่าของเงินเยน โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 13,615.19 จุด ลดลง 5.88% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงในวันจันทร์ โดยมีแรงขายหลังข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ก่อนที่จะปรับขึ้นในวันอังคารโดยมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุน จากนั้นตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงต่อเนื่อง หลังเงินเยนกลับมาแข็งค่าจนถึงปลายสัปดาห์ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับจังหวะเวลาที่เฟดจะทำการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการสรรหาประธานเฟดคนใหม่ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวเล็กน้อยในวันศุกร์ หลังเงินเยนเริ่มกลับมาอ่อนค่า









