"พงษ์ศักดิ์" ถกหน่วยงานเกี่ยวข้อง ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น 50 บริษัท วางมาตรการล้อมคอกป้องกัน อุบัติเหตุการขนส่งปิโตรเลียมทั่วประเทศ
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ภาคเอกชนซักซ้อมมาตรการของการส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้ประกอบกิจการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและกิจการที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศ ทั้งผู้ค้าผู้ขนส่งและโรงกลั่นกว่า 50 บริษัท ประชุมร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจในการปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการประกอบกิจการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย มาตรการป้องกันอุบัติภัย มาตรการเตือนภัย มาตรการระงับอุบัติภัย และมาตรการจัดการให้เกิดความปลอดภัย ทั้งด้านการขนส่งทางน้ำการขนส่งทางท่อ การขนส่งทางรถยนต์ และการขนส่งทางรถไฟ
สั่งเปลี่ยนใช้ระบบท่อ 2 ชั้น
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่าสำหรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลในส่วนของท่ออ่อนที่รับน้ำมันดิบจากเรือน้ำมันดิบ เพื่อส่งต่อเข้าท่อเหล็กนั้น ที่ประชุมเห็นร่วมกันในการเปลี่ยนมาเป็นระบบท่อ 2 ชั้น เพื่อให้เกิดแข็งแรง จะเห็นได้ว่าท่ออ่อนของพีทีทีจีซี ที่เกิดฉีกขาดจนเกิดปัญหาเพราะเป็นท่ออ่อนชั้นเดียว การปรับเปลี่ยนต้องสั่งซื้อใช้เวลา 8-9 เดือน และต้องตรวจสอบท่ออ่อนจนถึงทุ่นรับน้ำมันทุกๆ 3 เดือน
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำการตรวจสอบด้วยการเพิ่มเรือ TUG จากเดิม 1 ลำ เป็น 2 ลำ ตรวจสอบการขนส่งน้ำมันที่ทุ่นกลางทะเล โดยให้เรือเพิ่มปริมาณบูม และน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน กำลังคน หากเกิดอุบัติเหตุจะได้จำกัดคราบน้ำมันให้แคบที่สุด
ปัจจุบันการขนส่งน้ำมันในไทยทางทะเลใช้ท่อเป็นอุปกรณ์ลำเลียง ซึ่งท่อที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทไทยออยล์ มีความยาวท่อ 16 กิโลเมตร อยู่ที่จังหวัดชลบุรี ท่อที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทพีทีทีจีซี ความยาวท่อ 20 กิโลเมตร อยู่ที่จังหวัดระยอง และท่อที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท Pan Asia ความยาวท่อ 6.5 กิโลเมตร อยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ส่วนระบบท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติทั้งในทะเลและบนบกมีความยาวรวมทั้งสิ้น 4,837 กิโลเมตร ส่วนระบบขนส่งทางบก มีรถบรรทุกขนส่งทั้งน้ำมัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ก๊าซธรรมชาติ รวมกันทั้งสิ้น 17,642 คัน และจำนวนโบกี้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางรถไฟ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,060 โบกี้
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า การขนส่งด้วยรถยนต์ นอกจากจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัดที่ห้ามขับเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว ที่ประชุมเห็นร่วมกันให้กรมธุรกิจพลังงานร่างแนวทางปฏิบัติ โดยใช้หลักเกณฑ์ของ ปตท. และเชลล์ ในการควบคุมการขนส่ง เพราะมีการเข้มงวดมาก เช่น รถพ่วงห้ามขับเร็วเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้ระบบติดกล้องติดจีพีเอสทำให้ตรวจสอบคนขับได้ว่าทำตามกฎหรือไม่ ได้ให้กรมธุรกิจพลังงานร่วมวางมาตรการและให้มีผลดำเนินการใช้ภายใน 2 สัปดาห์
"พงษ์ศักดิ์" สั่งเข้มงวดการขนส่งทุกเส้นทาง
สำหรับท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในอ่าวไทย 4 เส้น และพม่า 1 เส้น ได้ให้ ปตท. ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบท่อเส้นที่ 1 เป็นพิเศษ เนื่องจากใช้งานมากว่า 30 ปีแล้ว ดังนั้นต้องสำรวจความแข็งแกร่งของท่อเพื่อสร้างความมั่นคงในการขนส่งให้มากขึ้น ส่วนของการขนส่งทางรถไฟจะมีการซ้อมแผนฉุกเฉินในการขนส่งน้ำมันทางรถไฟที่จังหวัดอยุธยาในสัปดาห์หน้า พร้อมให้บริษัทขนส่งวัตถุอันตราย ต้องแจ้งกระทรวงพลังงานและการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หากพบว่ารางรถไฟส่วนใดชำรุด เพื่อทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนทันที ทั้งนี้จะให้กรมธุรกิจพลังงาน ประสานกับกระทรวงคมนาคมเพิ่มมาตรการความเข้มงวดในการดูแลการขนส่งวัตถุอันตราย โดยไม่ต้องรอกฎหมาย แต่เป็นการขอความร่วมมือแบบกึ่งบังคับให้ทุกฝ่ายดำเนินการร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชนต่อไป
ส่วนผลการสอบสวนสาเหตุน้ำมันรั่วลงทะเลของ บมจ.ปตท.โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี ที่คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นประธานกรรมการอิสระในการตรวจสอบสาเหตุดังกล่าว ได้แจ้งขอเลื่อนการสรุปผลการตรวจสอบเป็นวันที่ 14 ส.ค. นี้ เนื่องจากยังต้องการเพิ่มเติมข้อมูลบางด้าน จากเดิมที่มีกำหนดแถลงผลการตรวจสอบผลวานนี้ (9 ส.ค.)
"พีทีทีจีซี" ลดสำรองน้ำมันเหลือ 9 วัน
ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงกรณีท่อน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี รั่วกลางทะเล จนส่งผลให้ พีทีทีจีซี ต้องหยุดใช้แท่นขนถ่ายน้ำมันทางทะเลชั่วคราวว่า ปัจจุบันบริษัทได้รับผลกระทบจากกระบวนการขนถ่ายน้ำมันแล้ว จึงต้องหันไปใช้เรือเล็กเทียบฝั่งเพื่อขนถ่ายน้ำมันแทนการขนถ่ายทางทะเล วิธีการดังกล่าวก่อให้เกิดความล่าช้า ทำให้การนำเข้าน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา ทาง พีทีทีจีซี จึงได้ทำหนังสือมายังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อขอลดปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมายลงครึ่งหนึ่ง จากปกติต้องมีสำรองไว้ 18 วัน ได้ขอลดการสำรองน้ำมันลงเหลือ 9 วัน เพื่อนำน้ำมันสำรองตามกฎหมายออกมาใช้ชั่วคราว
ดังนั้น กรมฯ ธุรกิจพลังงาน จึงได้อนุมัติผ่อนผันให้ พีทีทีจีซี สามารถลดการเก็บสำรองลงได้ตั้งแต่วันที่ 8-13 ส.ค.นี้ ในระหว่างการผ่อนผันทางพีทีทีจีซี ยังมีการนำเข้าน้ำมันตามปกติ โดยขนถ่ายทางเรือเล็ก ทำให้ยังไม่น้ำมันไหลเวียนเข้าระบบตามปกติแต่อาจล่าช้า หากทุ่นกลางทะเลยังไม่สามารถใช้งานได้ปกติ ทางกรมฯอาจพิจารณาขยายระยะเวลาการผ่อนผันเก็บสำรองน้ำมันต่อไป จากการลงพื้นที่ตรวจสอบแท่นขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาท่อน้ำมันของพีทีทีจีซีรั่วนั้น พบว่า พีทีทีจีซี ซ่อมใกล้เสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบท่อน้ำมันในทะเล พร้อมทั้งขอเปิดใช้งานไปทางกรมเจ้าท่าแล้ว
ขอความร่วมมือผู้ผลิตน้ำมันผลิตสำรอง
อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าหากทุ่นขนถ่ายน้ำมันของพีทีทีจีซีเกิดความล่าช้า ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติในเร็วๆ นี้ จะไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันแน่นอน เนื่องจากได้ประสานไปยังค่ายน้ำมัน บางจาก และไทยออยล์ ให้ช่วยผลิตน้ำมันเพิ่ม กรณีที่ พีทีทีจีซี และบริษัท สตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด (เอสพีอาร์ซี) เกิดความล่าช้าในการนำเข้าน้ำมันมากลั่นในไทย
เนื่องจากแท่นขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลที่เชื่อมกับท่ออ่อนที่เกิดปัญหารั่วเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นแท่นขนถ่ายน้ำมันที่ใช้ร่วมกันระหว่าง บริษัท พีทีทีจีซีและ เอสพีอาร์ซี หลังเกิดเหตุทางเอสพีอาร์ซี ได้ประสานกับทางค่ายน้ำมันไทยออยล์และไออาร์พีซี เพื่อขอฝากเก็บน้ำมันสำรอง ทำให้เอสพีอาร์ซี ยังคงมีสำรองน้ำมันตามกฎหมาย 18 วันตามปกติ ส่วน พีทีทีจีซี ก็ได้ประสานขอฝากสำรองน้ำมันกับบริษัทอื่นๆ ล่าช้า ทำให้ไม่เหลือพื้นที่ให้เก็บสำรองน้ำมัน ดังนั้นจึงต้องขอทางกรมฯเพื่อผ่อนผันขอลดเก็บสำรองน้ำมันลงชั่วคราว
สำหรับเดือนส.ค. นี้ ทั้ง พีทีทีจีซีและเอสพีอาร์ซี จะมีการนำเข้าน้ำมันทางเรือใหญ่ประมาณ 5 ลำ โดยเรือใหญ่บรรจุน้ำมันได้ 2 ล้านบาร์เรล ปัจจุบันต้องขนถ่ายน้ำมันจากเรือใหญ่ลงมาเรือเล็ก และนำมาเทียบท่าที่โรงกลั่นแทนการขนถ่ายทางท่อกลางทะเลปกติ ดังนั้นทำให้ต้องใช้เรือเล็กขนถ่ายน้ำมันถึง 4 เที่ยวต่อเรือบรรทุกลำใหญ่ 1 ลำ และเรือเล็กขนถ่ายน้ำมันหายาก ต้องสั่งจองไว้ล่วงหน้า ทำให้การนำเข้าน้ำมันเกิดความล่าช้า ซึ่งหากแท่นขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลกลับมาใช้ได้เร็วจะทำให้สถานการณ์สำรองน้ำมันของประเทศกลับมาสู่ปกติได้









