คาดกำไรไตรมาส 2/56 โต 62% YoY และ 35% QoQ เราคาดว่า SAMART จะรายงานกำไรไตรมาส 2/56 จำนวน 355 ล้านบาท +62% YoY
โดยได้รับปัจจัยหนุนจากผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวดีขึ้นของ SIM ที่ SAMART ถือหุ้นอยู่ 58% ซึ่งจะมากเกินพอชดเชยกำไรที่ลดลงจาก SAMTEL (SAMART ถือหุ้น 71%) ประเด็นที่น่าสนใจคือ:
กำไรไตรมาส 2/56 ของ SIM น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากสู่จำนวน 254 ล้านบาท จากจำนวนเพียง 23 ล้านบาทในไตรมาส 2/55 และ +44% QoQ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความนิยมในสมาร์ทโฟน i-Mobile (ราคาและอัตรากำไรสูงกว่าโทรศัพท์ทั่วไป) ปริมาณขายโทรศัพท์แบรนด์นี้ปรับเพิ่มขึ้นสู่จำนวน 384,000 เครื่องในไตรมาส 2/56 จากจำนวนเพียง 22,000 เครื่องในไตรมาส 2/55 ราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นสู่ ~2,400 บาท เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปีก่อน แม้ปริมาณขายโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวมปรับลดลง 7% YoY สู่ ~1 ล้านเครื่อง อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 26% จากระดับ 18% ในไตรมาส 2/55
กำไรไตรมาส 2/56 ของ SAMTEL น่าจะลดลง 23% YoY สู่จำนวน 176 ล้านบาท โดยเกิดจากรายได้ที่ลดลงจากโครงการติดตั้งโครงข่าย 3G ให้กับทีโอที (-41% YoY สู่ 385 ล้านบาท) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงบวกกับความล่าช้าในการประมูลโครงการหลายๆ โครงการ
ปรับประมาณการกำไรปี 2556 เพิ่มขึ้น 10% โดยเกิดจาก SIM คาดกำไรโต 53% การเติบโตอย่างโดดเด่นของ SIM ในขณะที่โครงการของ SAMTEL มีความล่าช้า ทำให้เราปรับประมาณการกำไรปี 2556 ของ SIM เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสู่จำนวน 924 ล้านบาท แต่ปรับประมาณการกำไรปี 2556 ของ SAMTEL ลดลง 22% สู่จำนวน 912 ล้านบาท การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลทำให้เราปรับประมาณการกำไรปี 2556 ของ SAMART เพิ่มขึ้น 10% สู่จำนวน 1.46 พันล้านบาท หรือ 1.47 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 53% YoY
คาดการณ์เงินปันผลงวดครึ่งแรกปี 56 ที่ 0.25 บาท เราคาดว่า SAMART จะจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งแรกปี 56 จำนวน 0.25 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 1.6% ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน สำหรับทั้งปี 2556 เราคาดการณ์เงินปันผลที่ 0.75 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 4%
แนวโน้ม Upside จากธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากบริษัทจดทะเบียนอย่าง SIM และ SAMTEL แล้ว SAMART ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่มีแนวโน้มสดใสด้วย ทีวีดิจิตอลที่กำลังจะเกิดขึ้นน่าจะส่งผลดีต่อ SAMART ใน 2 ทางด้วยกันคือ 1) ธุรกิจกล่อง set-top boxes ของ Samart Engineering เนื่องจากคาดว่าจะมีครัวเรือนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านครัวเรือนต้องการกล่อง set-top boxes สำหรับทีวีดิจิตอล และ 2) บริการอัพเกรดอุปกรณ์สำหรับระบบใหม่ นอกจากนี้ธุรกิจควบคุมการจราจรทางอากาศ (ซึ่งให้บริการในกัมพูชา) ก็มีแนวโน้มที่ขยายกิจการเข้ามาในประเทศไทยและลาวด้วย ขณะเดียวกันบริษัทก็วางแผนนำธุรกิจ call-center เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ภายในปลายปี 2556 นอกจากนี้บริษัทย่อยของ SAMART ก็ตั้งเป้าเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการสถานีไฟฟ้าย่อยของ กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ด้วย
ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 24 บาท ปรับคำแนะนำขึ้นสู่ “ซื้อ” เราปรับราคาเป้าหมายของ SAMART ที่คำนวณด้วยวิธี sum-of-the-parts เพิ่มขึ้นจาก 19 บาท เป็น 24 บาท โดยเกิดจาก: 1) การเปลี่ยนมาใช้ราคาเป้าหมายกลางปี 2557 แทนปลายปี 2556 2) ใช้ราคาเป้าหมาย SIM ที่ตลาดคาดการณ์ที่ 4.7 บาท ซึ่งดูเหมาะกับแนวโน้มการเติบโตของ SIM มากกว่าการใช้ราคาหุ้นย้อนหลังในอดีต 3) การปรับราคาเป้าหมายของ SAMTEL ลดลงจาก 26 บาท เหลือ 21 บาท 4) ประเมินมูลค่าธุรกิจอื่นๆ ที่ 2 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (เทียบกับ ROE ในระดับ 19%) และ 5) ลด discount ลงจาก 11% สู่ศูนย์ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอื่นๆ และการที่หุ้น SAMART เทรดที่ระดับสูงกว่า NAV อยู่ 12% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้ที่เทรดในระดับ discount ดังนั้นเราจึงปรับคำแนะนำสำหรับ SAMART ขึ้นจาก “Neutral” สู่ “ซื้อ”






